สำนักพุทธ แจง “เชื่อมจิต” ไม่มีในพระไตรปิฎก ขอให้ชาวพุทธ มีศรัทธาคู่ปัญญาและสติ ‘พิชิต’ เผยสั่งทำงานเชิงรุก ไม่เกิน 7 วันควรตอบได้หากมีใครแสดงอภินิหาร ลดความขัดแย้งในสังคม

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 พ.ค. 2567 ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวกรณีเด็กเชื่อมจิตว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแรกที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเป็นกรณีศึกษา ในส่วนตัวของตนก็คือ ศรัทธาอย่าแกว่ง ธรรมะไม่ต้องซื้อไม่ต้องขาย สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) การแถลงวันนี้ไม่ได้มีเจตนาจะใส่ร้ายบุคคลใดมีเกี่ยวข้อง ขอให้เข้าใจเจตนา

การแถลงในวันนี้ ถือเป็นหลักการ หากมีกรณีทำนองนี้เกิดขึ้นอีกที่แอบอ้างแอบอิงพระพุทธศาสนาหรือพระพุทธเจ้า หลักการในวันนี้จะถือเป็นหลักที่ต้องใช้สติ มีศีลสมาธิปัญญาที่จะต้องตัดสินใจว่า เรื่องต่างๆนั้น ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาหรือไม่ แต่วันนี้จะเอาหลักธรรมคำสั่งสอน ซึ่งมีกว่า 2,600 ปีมาเรียนให้เกิดความเข้าใจ

นายพิชิตกล่าวว่า เวลานี้ตนได้มาทำหน้าที่ตรงนี้กับพศ. ตนได้ให้นโยบายว่าต้องทำงานเชิงรุก เพราะหากรอระยะเวลา สังคมก็จะเกิดความเสียหายความขัดแย้ง สัก 7 วันเราควรตอบได้แล้ว หากมีคนอ้างอภินิหารใดๆ อีก

นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.พศ. กล่าวว่า กรณีเชื่อมจิตนั้น พศ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราติดตามสถานการณ์มาตั้งแต่ต้น เรามีทีมงานเฝ้าระวัง โดยกลุ่มงานคุ้มครองพุทธศาสนา รวบรวมข้อมูลคลิปและรายละเอียดข่าวสารต่างๆ เพื่อประกอบการ นอกจากนั้นเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับคำสอนที่ผิดเพี้ยนไป เราได้กราบนมัสการพระมหาเถระขอคำปรึกษาขอคำแนะนำ ซึ่งทางพระมหาเถระ ก็แจ้งมาทางพศ.ว่า ขอให้ใช้สติ ขอให้ทำให้รอบคอบเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัว ก็รับนโยบายมา

ขณะนี้ตนได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง เป็นคณะกรรมการตรวจสอบข่าวสารในการกระทำที่จะเป็นผลกระทบต่อความมั่นคงทางพุทธศาสนา ถึงแม้ พศ.จะไม่มีอำนาจห้ามหรือระงับยับยั้งกลุ่มบุคคลที่เผยแพร่คำสอนทางพุทธศาสนาที่ผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก แต่เราก็ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตลอด โดยเฉพาะในพื้นที่ ก็คือ จ.สุราษฎร์ธานี เราก็ทำงานร่วมกัน ด้วยความรอบคอบ รัดกุม และค่อย ๆ ยกระดับมาตรการขึ้นมา

ขณะนี้ได้มีองค์กรภาคเอกชน ยื่นเรื่องไปทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เรียบร้อยแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของพศ. ที่จะต้องมาให้ความกระจ่าง ให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ส่วนเรื่องหลักธรรมคำสอน เป็นเรื่องของมหาเถระสมาคม ที่จะควบคุมกำกับดูแลให้เรียบร้อย แล้วนำเข้าที่ประชุมมหาเถระสมาคมแล้วจะมีมติให้ทางพศ.อย่างไรนั้น จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

นายบุญเชิด กิตติธรางกูร ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดปทุมธานี และผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถระสมาคม กล่าวว่า ศรัทธาในพุทธศาสนามี 4 ประการที่ชาวพุทธจะต้องยึดมั่น 1.ศรัทธาในกรรม 2.ศรัทธาในผลของกรรม 3.ศรัทธาว่าคนทุกคนสัตว์ทุกตัวมีกรรมของตน และ 4.ศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

ในส่วนของข้อคำถามที่สงสัยนั้น เมื่อทีมงานได้ตรวจสอบข้อมูลในพระไตรปิฎกนั้น ไม่พบปรากฏหลักฐานการเชื่อมจิต และขัดต่อหลักธรรมคุณ 6 ประการที่พระพุทธเจ้าได้มีดำรัสไว้ให้ศึกษาปฏิบัติอีกด้วย เพราะผู้ปฏิบัติเองย่อมรู้เอง ไม่ต้องเชื่อตามคำของผู้อื่น ผู้ได้ใดไม่ปฏิบัติไม่บรรลุผู้อื่นบอกก็รู้เห็นไม่ได้ วิญญูชนรู้เห็นด้วยตนเอง

ส่วนเรื่องการเป็นบุตรพระพุทธเจ้า หรือได้แสงสีทองจากพระพุทธเจ้ามาเชื่อมจิต รวมถึงได้รับบัญชาจากพระพุทธเจ้าเพื่อฟื้นฟูพุทธศาสนานั้น เหล่านี้เป็นทำให้ตัวที่เราต้องนึกถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนคือ พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความจริง ความรู้ และอิสระเสรีภาพ เป็นศาสนาอเทวะนิยม และเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ ดังนั้น เมื่อมีศรัทธาต้องมีสติและปัญญากำกับทุกครั้ง

นายพิชิต ได้ถามนายบุญเชิดว่า หากถามแบบตรงๆ การเชื่อมจิตนั้น เชื่อมได้หรือไม่ นายบุญเชิดกล่าวว่า ในพระไตรปิฎกไม่มี แต่จะมีกลุ่มบุคคลที่บอกว่าในพระไตรปิฎกนั้นมี เช่นกรณีพระพุทธเจ้าได้สนทนาธรรมกับพระอรหันต์ตลอดทั้งคืนทั้งวัน คำถามที่ตามมาคือ แล้วคนที่กล่าวอ้างว่าเชื่อมจิตนั้นเป็นอรหันต์หรือไม่ ดังนั้น เมื่ออ้างอิงจากพระไตรปิฎกแล้ว ต้องการันตีว่าไม่มีจริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน