เมื่อวันที่ 11 มี.ค. เวลาประมาณ 09.30 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ มูลนิธิ 14 ตุลา มีการจัดงานเนื่องในวาระครอบรอบ 45 ปี 14 ตุลา โดยมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงการปฐกถาธรรม โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ‘ท่าน ว.วชิรเมธี’
พระมหาวุฒิชัยกล่าวว่า หัวข้อที่รับนิมนต์ในครั้งนี้ คือ “14 ตุลา ธรรมาธิปไตย” ซึ่งเมื่อผู้คนเข้าใจธรรมาธิปไตย ก็จะกลับมาเข้าประชาธิปไตย เพราะเมื่อกล่าวโดยสารสำคัญแล้ว เนื้อหาสาระคือเรื่องเดียวกัน ในสังคมไทยนั้น ยังมีความเข้าใจเรื่องธรรมาธิปไตยที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับความหมายที่จริงแท้และบริบทที่ถูกนำมาใช้ กล่าวคือ มีการหยิบยืมมาใช้แต่ไม่เข้าใจ คำว่า “ธรรมาธิปไตย” มาจากคำว่า ‘ธรรมะ’ สนธิ กับคำว่า “อธิปไตย” ทั้ง 2 คำเป็นภาษาบาลี
“ธรรมาธิปไตย คือ การตัดสินใจที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชนและ ไม่ผิดทำนองคลองธรรม ยึดโยงกับประชาชน ไม่ละเมิดต่อธรรม นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดการตำหนิว่าระบบนั้นก็ไม่ดี ระบบนี้ก็ไม่ดี ธรรมาธิปไตยจึงดี ไปๆ มาๆ เอาธรรมาธิปไตยไปทะเลาะกับประชาธิปไตยก็มี หลายเวทีอาตมาเคยเห็น เคยได้ยินได้ฟัง จริงๆธรรมาธิปไตย เป็นเนื้อเป็นตัวของประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่ควรเอาไปทะเลาะกัน ประชาธิปไตยถ้าไม่มีระบบการตัดสินใจที่เป็นธรรม จะกลายเป็นผลประโยชน์ล้วนๆ ธรรมาธิปไตยคือสิ่งที่จะทำให้การบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตยเกิดประโยชน์สูงสุด”
พระมหาวุฒิชัยกล่าวอีกว่า กว่าที่จะมาถึงวันนี้ คนรุ่น 14 ตุลาได้เอาชีวิตเป็นเดิมพัน มีกี่คนต้องบาดเจ็บล้มตาย พลัดพรากจากพ่อแม่ ต้องเข้าไปใช้ชีวิตในป่า สิ่งเหล่านี้หายไปจากระบบการศึกษาของประเทศชาติบ้านเมือง หายไปจากสื่อสารมวลชน จะทำอย่างไรให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของประชาธิปไตย รักประชาธิปไตย ประชาธิปไตยสำคัญต่อคนทุกคน เป็นดั่งลมหายใจของเรา แต่กลับไม่เห็นคุณค่า ถ้าคนไม่เห็นคุณค่าของประชาธิปไตย จะเรียกหาแต่ปฏิวัติรัฐประหารอยู่ร่ำไป ซึ่งแต่ละครั้ง คงเห็นแล้วว่าไม่ได้ทำประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างที่ควรจะเป็น
“อาตมาเกิดในพุทธศักราช 2516 ไม่ได้ใหม่เกินไปจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และไม่ได้เก่าจนถึงขั้นไม่เห็นค่าของประชาธิปไตย อาตมาภาพเกิดในช่วงที่ประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเหลือเกิน นี่คือระบบการปกครองที่เคารพมนุษย์มากที่สุด เป็นระบบการเมืองการปกครองที่มนุษย์มีศักดิ์ศรีมากที่สุด เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ระบบเช่นนี้มิใช่หรือที่มนุษย์เรียกร้องต้องการมากที่สุด”
ท่าน ว.วชิรเมธี ยังระบุว่า น่าตั้งคำถามว่าชนชั้นกลางใน กทม.เหตุใดจึงอยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย
“ชนชั้นกลางในเมืองอย่างกรุงเทพมหานครอยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ถือว่าเป็นผู้ที่มีการศึกษาที่สุดในประเทศ แต่แล้วทำไมกลุ่มคนที่ถือว่ามีการศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศไทยถึงอยู่ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย นี่คือหัวข้อวิจัยที่น่าสนใจมากๆ ที่อยากฝากให้พวกเราทุกคนไปร่วมกันคิด ร่วมกันแสวงหาคำตอบ ถ้าเราหวังว่าอยากจะให้ประชิปไตยในบ้านเมืองของเรามีความเจริญรุ่งเรืองยั่งยืนจริงๆ”
ที่มา มติชนออนไลน์