พยาน”แผน”โอด ข้อหาให้การเท็จ ป.เค้น”เกียว-พัช” ปรีชา-2เจ๊โดนอีก

“ฐิติราช” สั่งฟันพยาน “แผน” ให้การ เห็นหมวดจรูญก้มเก็บหวย ข้อหาให้ การเท็จ ขณะที่เจ้าตัวร้องศาล ซัดกลับถูกตร.กดดัน ให้กลับคำให้การ ผบช.ก.โต้ไม่เคยเจอกัน แจงไม่ขอหมายจับ ผบก.กาญจน์ เพราะเหตุเกิดจากความเชื่อ ไม่ใช่ทุจริต ยันเจ้าหน้าที่ทำตรงไปตรงมา สังคมไม่ต้องห่วง ชี้อย่ากดดัน ด้านรองผบช.ก.เผย 15 มี.ค.นี้จะเรียกนายแผนมารับทราบข้อหา เจ๊พัชและเจ๊เกียวโผล่กองปราบฯ ให้การเพิ่มเติม ด้านตร.อยู่ระหว่างพิจารณา เข้าข่ายให้การเท็จหรือไม่ ขณะที่ปปป.ออกหมายเรียกครูกับเจ๊บ้าบิ่นและเจ๊พัชมารับทราบข้อหา สนับสนุนจนท.ให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีหวย 30 ล้านบาทว่า วันนี้เป็นการประชุมคณะพนักงานสอบสวนคลี่คลายคดีหวย 30 ล้านบาท จะมีแนวทางดำเนินคดีต่อจากนี้อย่างไร ที่ผ่านมาถือว่าได้เปิดเผยข้อมูลมากแล้ว ทั้งที่เป็นเรื่องไม่ควรที่จะเปิดเผยว่าตำรวจทำงานยังไง ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ โดยไม่ได้คิดไปเองแต่เปิดเผยไม่ได้ว่าได้ข้อมูลมาอย่างไร ได้อะไรมาบ้าง เพราะเป็นเรื่องของสำนวนที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีนี้ให้ดีที่สุด และทุกคดีที่จะทำหลังจากนี้ ขออย่ากังวลว่าจะมีการเข้าข้างคนผิด

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ยังไม่ขอศาลออกหมายจับ พล.ต.ต. สุทธิ พวงพิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.กาญจนบุรี พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าวว่า พนักงานสอบสวนทำงานตามขั้นตอนของกฎหมาย ยืนยันว่าที่ผ่านมาศาลให้ความเมตตาจนสามารถออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีได้ พนักงานสอบสวนมีข้อมูลและรายละเอียดทุกอย่าง แต่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดต่อสังคมได้ ส่วนกรณีที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป. แจ้งข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 กับ พล.ต.ต. สุทธินั้น เนื่องจากคดีเริ่มจากความเชื่อ ไม่ใช่การทุจริต โดยสังคมไม่ต้องกังวลและกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะจะทำ ให้เสียกำลังใจ

“ส่วนที่มีกระแสโซเชี่ยล กรณีวลี “สะกดจิตหมู่” ยืนยันว่าไม่ใช่การสะกดจิต แต่เป็นลักษณะความสามารถในการโน้มน้าวใจ คนให้เชื่อในคำพูดของบุคคลนั้นได้อย่างแยบยล” พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าว

ด้านพล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รองผู้บัญชา การตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่จะเรียกนายฐนุกร เหลืองใหม่เอี่ยม หรือแผน พนักงานขับรถของธนาคารแห่งหนึ่งในจ.กาญจนบุรี พยานที่ให้การว่าเห็น ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อดีตข้าราชการตำรวจก้มเก็บลอตเตอรี่ได้ที่ตลาดเรดซิตี้ ซึ่งเป็นคำให้การในสำนวนของพนักงานสอบสวนภาค 7 แต่เมื่อกองปราบฯมาทำคดี นายฐนุกรกลับคำให้การไม่สามารถยืนยันได้ว่า ร.ต.ท.จรูญเป็นผู้ก้มเก็บลอตเตอรี่ของนายปรีชา จึงทำให้นายแผนตกเป็นผู้ต้องหาให้การเท็จ ซึ่งจะเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 15 มี.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม

ส่วนพยานรายอื่นๆ ของนายปรีชา ทั้งน.ส.พัชริดา พรมตา หรือเจ๊พัช และ นางปณัญชญา สุขผล หรือเจ๊เกียว ที่เป็นพยานปากสำคัญ ตำรวจจะเรียกมาสอบปากคำเพิ่มเติมว่าเข้าข่ายให้การอันเป็นเท็จในลักษณะเดียวกับนายแผนหรือไม่ เช่นเดียวกับกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบหรือปปป. ก็ได้ออกหมายเรียกให้ นายปรีชา เจ๊บ้าบิ่น เจ๊พัช เข้ารับทราบข้อหาฐานสนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในวันที่ 15-16 มี.ค.นี้

วันเดียวกัน นายฐนุกร ให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่ได้รู้จักบุคคลหนึ่งบุคคลใดในกลุ่มของทั้ง 2 ฝ่ายเลย ตนเข้ามาเป็นพยานในครั้งนี้ เนื่องจากได้พูดคุยกันกับกลุ่มพนักงานที่ตนทำงานอยู่ จากนั้นพนักงานก็ได้พูดต่อๆ กันไป กระทั่งข้อมูลรู้ถึงพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนก็พยายามติดต่อตนมา เพื่อให้ตนไปให้ข้อมูลในเรื่องดังกล่าว ตนในฐานะพลเมืองดีคนหนึ่งจึงต้องไปให้ปากคำ เพราะหากไม่ไปทางพนักงานสอบสวนก็จะออกหมายเรียก และหากตนไม่ไปพบตามหมายเรียก 2 ครั้ง พนักงานสอบสวนก็จะออกหมายจับ จึงต้องออกมาให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบ สวนเท่านั้น แต่ขอยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นพยานให้กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

ทั้งนี้ตนให้การกับทาง ตร.ภ.7 เช่นเดียวกับที่ให้กับทางกองปราบฯ แต่กลับถูกโยงไปว่าตนเป็นหนึ่งในขบวนการ ซึ่งตนขอปฏิเสธ เนื่องจากไม่รู้จักใครเลย ตนจึงอยากขอความเป็นธรรม ซึ่งข้อมูลทั้งหมดตนให้กับกองปราบฯ ไปหมดแล้ว ทั้งๆ ที่ตนไปให้การในฐานะพลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ แต่ไม่ได้มีเรื่องของผลประโยชน์อื่นใด ซึ่งบุคคลดังกล่าวไม่ใช่ญาติพี่น้องตน แต่ตนต้องมาเดือดร้อนกับเรื่องที่เกิดขึ้น สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้น คือตนกำลังก้มซื้อหอม-กระเทียมอยู่ที่แผงแม่ค้า และได้ยินคนคล้ายหมวดจรูญ ซึ่งยืนห่างจากตนประมาณ 1 เมตร ร้องถามว่า “หวยใครหล่นหาย 5 ใบ หวยยังไม่ออกด้วย” จึงหันไปมอง แต่ไม่ได้เห็นขณะบุคคลดังกล่าวก้มเก็บลอตเตอรี่ และก็ไม่ได้เห็นว่าลอตเตอรี่ที่บุคคลดังกล่าวถืออยู่นั้นหมายเลขอะไร ซึ่งตนก็ให้ข้อมูลกับ ตร.ภ.7 และยืนยันกับกองปราบฯ ไปตามที่ตนรู้เห็นมาเท่านั้น ไม่ได้ให้การกลับไปกลับมาตามที่เป็นข่าว ขณะที่ตนก็ไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ว่า คนที่ถือลอตเตอรี่อยู่ในมือคนดังกล่าวเป็นใคร เพียงแต่คลับคล้ายคลับคลาเท่านั้น เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว

ดังนั้ขอความกรุณาสื่อต่างๆ ว่าอย่าติดตามตนไปที่ทำงานหรือที่บ้านพัก เพราะรู้สึกกดดันอย่างมาก อยากขอความเป็นส่วนตัว แต่หากต้องการข้อมูลจากตนก็ขอให้ติดต่อตนโดยตรงและนำข้อมูลข้อเท็จจริงไปนำเสนออย่างตรงไปตรงมา ซึ่งตนก็พร้อมที่จะให้อย่างเต็มใจ เพราะหากสื่อนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนออกไปก็จะทำให้ตนได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตามหากทางตำรวจกองปราบฯ ออกหมายเรียกให้ตนไปรับทราบข้อกล่าวหา ตนก็คงจะต้อง เตรียมทนายส่วนตัวไปด้วย เพื่อเตรียมยื่นขอประกันตัว


ขณะที่ความเคลื่อนไหว ทางฝั่งครูปรีชาและเจ๊บ้าบิ่น ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านของครูปรีชา เมื่อไปถึงพบประตูหน้าบ้านล็อกกุญแจ โดยรถยนต์เก๋งและรถกระบะจอด อยู่ภายในโรงจอดรถอยู่อย่างละ 1 คัน บรรยา กาศเงียบเชียบ ผู้สื่อข่าวจึงได้ตะโกนเรียก รวมทั้งโทรศัพท์ติดต่ออยู่หลายครั้งก็ไม่ รับสาย กระทั่งต่อมาจึงยอมรับสาย พร้อมแจ้งว่า กำลังเตรียมตัวจะอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปตรวจวิชาสอบของเด็กนักเรียนที่โรงเรียน ช่วงนี้ครูของดให้ข่าวกับสื่อมวลชนทั้งหมด เพราะว่าครูมีทนาย ความส่วนตัว ทนายความบอกว่าตอนนี้คดีแพ่งเข้าสู่กระบวนการของศาลแล้ว และเดือนพฤษภาคมนี้ก็จะเริ่มสืบพยานแล้ว ส่วนเรื่องของคดีอาญาก็รอสำนวนสั่งฟ้องอยู่ เรื่องหมายเรียกจากปปป.นั้นครูก็ได้รับแล้ว แต่ไม่บอกว่ารับหมายเรียกเมื่อไหร่ก่อนจะวางสายไป

ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บริเวณหน้าธนาคารกสิกรไทย สาขากาญจนบุรี พบนางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือ เจ๊บ้าบิ่น ตั้งแผงขายลอตเตอรี่อยู่ แต่เจ๊บ้าบิ่นไม่ยอมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่อย่างใด โดยพูดเพียงสั้นๆ ด้วยสีหน้าไม่สบายใจว่าไม่ให้สัมภาษณ์

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่าทางร.ต.ท.จรูญ ซึ่งตอนแรกนัดผู้สื่อข่าวว่าจะแถลงข่าวเรื่องหวยดังกล่าว แต่เมื่อเดินทางไปที่บ้านพักญาติได้แจ้งว่าเจ้าตัวยังไม่กลับจากกรุงเทพฯ จึงขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 13 มี.ค. นี้

ต่อมาที่กองบังคับการปราบปรามฯ (บก.ป.) นางปณัญชยา สุขพูล หรือเจ๊เกียว พร้อมด้วย น.ส.พัชริดา พรมตา หรือเจ๊พัช พร้อมทนายความเดินทางมาเข้าพบ พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ตามหมายเรียกเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีให้การเท็จจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา โดยใช้เวลาสอบปากคำนานร่วม 6 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ

ด้าน พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. กล่าวว่า สำหรับการเชิญตัว นางปณัญชยา และน.ส.พัชริดา มาให้ปากคำอีกครั้งในวันนี้เป็นการเชิญมาในฐานะพยานเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในบางประเด็นที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับคำให้การในครั้งก่อน และนำไปใช้ประกอบสำนวนคดี ไม่ได้เป็นการเชิญตัวมารับทราบข้อกล่าวหาแต่อย่างใด ส่วนหลังจากนี้จะมีการแจ้งข้อกล่าวหากับทั้งสองหรือไม่ ยังไม่สามารถระบุได้ คงต้องขอพิจารณาตรวจสอบคำให้การของทั้งสองก่อนว่าคำให้การทั้งหมดนั้นจริงเท็จเพียงใด

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับการเข้าให้ปากคำอีกครั้งของ น.ส.พัชริดา และนางปณัญชยา พบว่าทั้งคู่ยังคงให้การตามเดิมแต่มีให้การเพิ่มเติมในบางส่วนบ้างเล็กน้อย ซึ่งคำให้การโดยรวมแล้วทั้งสองคนยังเชื่อว่าหวยรางวัลดังกล่าวนั้นเป็นของครูปรีชาจริงๆ เหมือนครั้งที่เคยเข้าให้ปากคำกับทางพนักงาน สอบสวนกองปราบฯ ที่สถานีตำรวจทางหลวง 6 กก. 2 บก.ทล. อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ภายหลังจากสอบปากคำเสร็จ พบว่าทั้งสองคนนั้นยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย รีบเดินไปขึ้นรถกลับออกจากกองบังคับการปราบปรามฯ ในทันที และปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่มาเฝ้าสังเกตการณ์ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยกล่าวสั้นๆ เพียงว่า “วันนี้ของดให้ข่าวก่อน 1 วัน”

ต่อมาเมื่อเวลา 15.00 น. ที่ศาลอาญา นายฐนุกร เหลืองใหม่เอี่ยม หรือแผน อายุ 46 ปี ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีศาลอาญา กรณีจะถูกตำรวจดำเนินคดีข้อหาให้การเท็จ ระบุว่า ตนให้การกับ ตร.ภ.7 ว่าเห็นผู้ชายกับผู้หญิงหมายถึงหมวดจรูญเก็บสลากกินแบ่งรัฐบาลได้บริเวณหน้าศาลพระพรหมประมาณ 20 เมตร ในตลาดนัดเรดซิตี้ ก่อนที่กองสลากจะประกาศออกรางวัล สามารถจำรูปร่างหมวดจรูญได้ แต่ผู้หญิงรู้แต่ว่าเตี้ยกว่าหมวดจรูญ เห็นเพียงเท่านี้ แต่สลากจะมีเลขอะไรนั้นไม่ทราบ ต่อมาพล.ต.ท. ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. และผู้การ กองปราบฯ ให้เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบฯ โทร.แจ้งให้ตนไปพบพนักงานสอบสวน สภ.พนมทวน พอไปถึงพล.ต.ท.ฐิติราช และ ผู้การกองปราบฯ นำสำนวนสอบสวนของ กองบัญชาการตำรวจภ.7 ให้ตนดูโดยพล.ต.ท. ฐิติราช ผู้การกองปราบฯ และตำรวจกว่า 30 นาย ล้อมตนและบอกว่า ถ้าให้การเหมือนกับที่กองบัญชาการตำรวจภาค 7 เช่นเดิม ติดคุกแน่ เพราะเป็นการให้การเท็จ แนะนำให้การใหม่ว่า “คลับคล้ายคลับคลา” และให้การตามที่พล.ต.ท.ฐิติราชและคณะทำงานแนะนำจะไม่ติดคุกแน่ และถ่ายรูปตนไว้ ตนเกิดความกลัว จึงหลงเชื่อตามคำแนะนำ ต่อมาเมื่อตนทำตามคำแนะนำพอดูข่าวทางสื่อมวลชนเผยแพร่ว่า พล.ต.ท.ฐิติราชออกหมายจับตน จึงเกิดความกังวลจึงมาร้องขอความเป็นธรรม และตนยังคงยืนยันว่าที่ให้การกองบังคับการภ. 7 นั้นถูกต้องตรงกับความเป็นจริงและไม่ได้ปรักปรำใคร

หากกองบัญชาการสอบสวนกลางและกองบังคับการกองปราบปรามยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับตน ขอศาลโปรดนัดไต่สวนคำร้องทั้งที่ตน และนายปรีชา และหมวดจรูญไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ตนไปให้การพนักงานตำรวจภูธรภาค 7 ตามคำสั่งพนักงานไม่ได้ปรักปรำใคร และได้ให้การตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และไม่ได้ให้การยืนยันกับตำรวจว่าสลากเป็นของใคร ขอศาลได้โปรดคุ้มครองพยานด้วย และขอรับรองว่าเป็นความจริง ภายหลังได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่งานสารบรรณศาลอาญาแล้ว นายฐนุกรได้เดินทางกลับทันที

ขณะที่พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.กล่าวยืนยันว่า วันที่ 15 ก.พ. ที่เรียกพยาน 8 คน มาซักถามที่ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ไม่ได้เจอและไม่ได้เป็นผู้ซักถามนายแผนและนางกุ้ง ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะขู่และแนะนำให้นายแผนเปลี่ยนคำให้การ เพราะวันนั้นเน้นซักบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสถานที่เกิดเหตุเท่านั้น ไม่เน้นพยานงอก การที่นายแผนยืนยันคำให้การเดิมที่ให้ไว้กับตำรวจภูธรภาค 7 อ้างเป็นข้อเท็จจริง จึงถือว่าจงใจให้การเท็จชัดเจน เพราะจากการตรวจสอบแล้วพบว่า เหตุการณ์ที่นายแผนกล่าวอ้างไม่สอดคล้องกับห้วงเวลา ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์