ใต้เดือดอีก คนร้ายก่อเหตุป่วน 3 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 20 จุด ที่ปัตตานีหนักสุด 12 จุด บุกยิงพลทหารตายคาป้อมปฏิบัติการ พร้อมบุกเผาเซเว่นฯ พนักงานหนีตายจ้าละหวั่น ส่วนที่สงขลา คนร้ายบุกยิง รปภ.โชว์รูมอีซูซุดับ 2 ก่อนวางบึ้มซ้ำ ที่อ.เทพา วางบึ้มเอทีเอ็ม แบงก์เกลื่อนเต็มถนน จนท.สั่งคุมเข้มจังหวัดชายแดนภาคใต้ หาดใหญ่ยกระดับมาตรการรปภ.สูงสุด หวั่นคาร์บอมบ์-จยย.บอมบ์ บิ๊กป้อมระบุเป็นการก่อกวน ปัดตอบโยงครม.ส่วนหน้าลงพื้นที่ปัตตานีครั้งแรก ด้านกสม.ชี้เหตุเกิดจากการแก้ปัญหาของรัฐไม่ตรงจุด มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 3 พ.ย. เกิดเหตุระเบิด ที่ประตูทางเข้าศูนย์บริการอีซูซุหาดใหญ่ สาขาจะนะ จ.สงขลา โดยเป็นระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในถังแก๊สแบบหน่วงเวลา คาดว่าคนร้ายนำไปวางไว้ตั้งแต่เมื่อคืน หลังจากที่คนร้ายบุกยิงนายสัญญา สมานการดี และนายดลมาเลก หลีเต๊ะ 2 รปภ.ศูนย์บริการอีซูซุ เสียชีวิต แล้วจุดไฟเผาอาคารสำนักงานและโชว์รูม เสียหายบางส่วน นอกจากนี้ยังพบว่ามีการวางระเบิดเสาไฟฟ้าริมถนนเพชรเกษม 2 ลูก ในพื้นที่อ.จะนะ ส่งผลให้เสาไฟฟ้าแรงสูงล้ม ไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง

ส่วนที่อ.เทพา คนร้ายวางระเบิด 3 จุดประกอบด้วย 1.ตู้เอทีเอ็ม ธนาคารออมสิน ตรงข้ามสถานีน้ำมันปตท. สี่แยกพระพุทธ ม.2 ต.เทพา มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ประกอบด้วย นายอิระฟาน สะรีบู ร.ส.กุรามิง ลอมา และน.ส.รสริน มณีกัน ตรวจสอบพบเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ตู้เอทีเอ็มเสียหาย เงินสดในตู้กระจายเต็มถนน และรถยนต์ที่จอดอยู่ใกล้เคียงเสียหาย 2 คัน 2.ที่สามแยกบ้านตูหยง ม.2 ต.ปากบาง และจุดที่ 3 หน้าอบต.ปากบาง ม.1 ต.ปากบาง

รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อ.หาดใหญ่ ให้อยู่ระดับสูงสุด และเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจทหารอย่างเต็มที่ และตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงย่านการค้าใจกลางเมือง และเฝ้าระวังทั้งจยย.บอมบ์ และคาร์บอมบ์ และวัตถุต้องสงสัยอื่นๆ

ที่จ.ปัตตานี ทั้งตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครอง กระจายกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุตามจุดต่างๆ หลังจากคืนวันที่ 2 พ.ย. เกิดเหตุคนร้ายป่วนเมืองระเบิดเสาไฟฟ้า วางเพลิง ยิงป้อมปฏิบัติงานทหาร 12 จุด ในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.ปัตตานี คือ อ.เมือง อ.ยะหริ่ง อ.หนองจิก อ.สายบุรี สรุปเหตุการณ์ดังนี้

พื้นที่ อ.เมือง 2 จุด เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 2 พ.ย. คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ฐานทหารและเสาไฟฟ้า 2 จุด คือ 1.ป้อมปฏิบัติการ ปล.ที่ 2 ร.1514 ปัตตานี 23 หน้าสำนักงานทหารผ่านศึก พื้นที่ บ้านกำปงตารง ม.4 ต.บางนา อ.เมือง จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้ พลทหารธนพล แก้วเพ็ชร อายุ 23 ปี สังกัดกองพันทหารราบที่ 5 กรมทหารราบที่ 15 ค่ายพระยารัษฎานุประดิษฐ์ จ.ตรัง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2.ยิงหม้อแปลงไฟฟ้าบริเวณพื้นที่ บ.แบรอจะรัง ม.2 ต.ตะลุโบะ เสียหาย

อ.สายบุรี 3 จุด เมื่อเวลา 21.35 น. คนร้ายไม่ทราบจำนวนเผายาง ระเบิดเสาไฟฟ้า ยิงฐาน รวม 3 จุด ประกอบด้วย 1.ลอบเผายางบนสะพานพื้นที่ ม.2 บ.กอตอ ต.บือเระ 2.ยิงก่อกวน 10 กว่านัด ริมถนนสาย 42 พื้นที่ ม.1 ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ห่างจากสถานียุทธศาสตร์กลาพอ ประมาณ 300 เมตร 3.วางระเบิดเสาไฟฟ้า บนถนนสาย 42 บริเวณบ.บาโงมูลง ม.6 ต.เตราะบอน เสาไฟฟ้าล้มขวางถนน 4 ต้น

อ.หนองจิก 3 จุด 1.ลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้า 2 จุด ในพื้นที่บ.โคกม่วง ม.7 ต.ตุยง อ.หนองจิก – บ.ดอนรัก ม.1 ต.ดอนรัก เป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าได้รับความเสียหาย 2 ต้น ไม่มีผู้ใดบาดเจ็บ จุดที่ 2 เกิดเหตุเพลิงไหม้ ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น ในปั๊มปตท.ดอนยาง บ.ดอนยาง ม.4 ต.บางเขา ฝั่งขาขึ้นหาดใหญ่ เสียหาย แต่ไม่มีผู้ใดบาดเจ็บ

พื้นที่ อ.ยะหริ่ง 3 จุด คือ 1.ยิงก่อกวนจุดตรวจเจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย.ทพ 4205 ของ ฉก.ทพ.42 บริเวณถนนสาย 42 ในพื้นที่ บ.จาบังโต๊ะกู ม. 5 ต.ตันหยงดาลอ ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ 2.เผายางรถยนต์ ในพื้นที่ ม.1 บ.โต๊ะตีเต ต.ตันหยงจึงงา 3.ลอบวางระเบิดถนนสาย 42 ฝั่งขาขึ้นปัตตานี ม.3 บ.ตำมะสู ต.ตันหยงดาลอ

สำหรับประเด็นสาเหตุเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ที่พยายามก่อเหตุความวุ่นวายในพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้เมื่อวานนี้ 2 พ.ย. คณะของผู้แทนพิเศษของรัฐบาล หรือ ครม.ส่วนหน้า ซึ่งนำโดย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร หัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาล และคณะทั้ง 13 คน ได้เดินทางมาประชุมชี้แจงการปฏิบัติงานเพื่อสร้างความเข้าใจกับกับส่วนราชการ หน่วยงาน ภาคเอกชน ประชาสังคม ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กองพลทหารราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

น.ส.จิตราภรณ์ บรรจง พนักงานร้าน เซเว่นฯภายในปั๊ม ปตท.ดอนยาง เล่าถึงนาทีชีวิตหลังเอาชีวิตรอดมาได้ ว่า ในช่วงเกิดเหตุ ตนเองทำงานอยู่ภายในร้าน จากนั้นคนร้ายสวมหมวกไอ้โม่ง วิ่งเข้ามาในร้านก่อนที่จะใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า แล้วบอกให้ทุกคนหมอบลง พวกตนจึงหมอบลงกับพื้น ด้วยความตกใจจึงได้คลานออกไปทางห้องพนักงานด้านหลังร้าน แล้วหลบซ่อนตัว จากนั้นคนร้ายเอาน้ำมันราด แล้วจุดไฟเผาทันที ทำให้น้องพนักงานชาย ได้ใช้ไม้ทุบประตูทางหนีไฟด้านหลัง เพื่อเปิดประตูให้ได้เพราะต้องการหนี เมื่อออกมาได้ พนักงานทั้งหมด จึงรีบวิ่งออกมาคนละทิศละทาง โดยตนหลบซ่อนด้านหลังออฟฟิศ ส่วนอีก 3 คนวิ่งเข้าป่าสวนยาง แล้วพบว่ามีรถคนร้ายเวียนอยู่ภายในปั๊มน้ำมัน

ต่อมาเวลา 09.00 น. พบวัตถุระเบิดผูกติดเสาไฟฟ้า ริมถนนสายปัตตานี-หนองจิก ต.ดอนรัก อ.หนองจิก เจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้สำเร็จ

ที่จ.นราธิวาส ร.ต.ท.พลวัฒน์ เทพษร รอง หน.ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด นปพ. จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส ตรวจสอบเหตุคนร้ายก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ อ.ยี่งอและ อ.บาเจาะ มีทั้งการลอบวางระเบิดและวัตถุต้องสงสัยตั้งทิ้ง ไว้บนสะพานเมื่อเวลา 22.00 น.ของคืนวันที่ 2 พ.ย.

จุดแรกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่บริเวณสะพานบ้านกาเด็ง ม.7 ต.ละหาร อ.ยี่งอ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษมสาย 42 พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิด บรรจุไว้ในถุงพลาสติกสีดำ อยู่ในตะกร้ารถจักยานเก่า ที่จอดพิงไว้กับราวสะพาน ใกล้กันมีการใช้สีสเปรย์สีแดงพ่นเป็นอักษรภาษารูมี คำว่า THAK KAP แปลเป็นภาษาไทย คือ คำว่า จับ และข้อความภาษาไทย คำว่า “กูไม่เอาทหาร ทหารออกไป” จนท.ใช้เครื่องแรงดันน้ำพลังสูงยิงทำลาย พบเป็นระเบิดปลอม

จุดที่ 2 ซึ่งเป็นเสาไฟฟ้าริมถนนเกษมสาย 42 ขาเข้า อ.บาเจาะ และใกล้ปากทางเข้าที่ทำการ อบต.กาเยาะมาตี ม.3 ต.กาเยาะมาตี พบเสาไฟฟ้าริมถนนถูกอนุภาพของระเบิดได้รับความเสียหายจนโคนเสาไฟฟ้าหักและเอียง โคนเสาไฟฟ้าพบซากเศษชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่ใส่ไว้ในกล่องเหล็กขึ้นรูปแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า หนัก 10 ก.ก.จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนนและพงหญ้ารกทึบริมทาง จึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดี ที่ได้นัดแนะเพื่อก่อเหตุร้ายสร้างสถานการณ์ให้เกิดความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันกับพื้นที่ จ.สงขลา และปัตตานี เพื่อตอบโต้ที่กลุ่มแกนนำผู้ไม่หวังดีคนสำคัญ ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญเสียชีวิตไปหลายรายในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดนายมาหามะ แมเร๊าะ เป็นแกนนำคนสำคัญที่ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญเสียชีวิตในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา

ที่วัดชิโนรสาราม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวว่า การก่อเหตุดังกล่าวเป็นลักษณะการก่อกวน แต่มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ที่ผ่านมาตนบอกแล้วว่าในเดือน ต.ค.เป็นเดือนที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีวันสำคัญหลายวันที่ ผู้ก่อเหตุพยายามหาโอกาสในเวลาที่เจ้าหน้าที่ของเราเผลอ ซึ่งตนกำชับให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นระมัดระวังตลอดเวลา ฉะนั้นเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นเราต้องติดตาม เพื่อหาคนกระทำความผิดมาให้ได้ ทั้งนี้ ตนได้พูดคุยกับ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ว่าต้องพยายามป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

เมื่อถามว่ามีช่องว่างที่ทำให้คนร้ายสามารถก่อเหตุหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต้องดูแลด้านการข่าว และติดตามอย่างใกล้ชิด ในเรื่องการวางกำลังเจ้าหน้าที่ ทั้งทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ปกครอง ที่ต้องบูรณาการร่วมกันให้ได้ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุ

เมื่อถามว่าการมีคณะผู้แทนพิเศษของคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือคปต. ส่วนหน้า จะช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่ รมว.กลาโหม กล่าวว่า คปต.ส่วนหน้าไม่ใช่การบริหารงานด้านยุทธวิธี เรื่องนี้มีกอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ดูแลอยู่ แต่ คปต.ส่วนหน้าจะไปดูแลประชาชน 2 ล้านคนในพื้นที่สามารถประกอบอาชีพได้

เมื่อถามต่อว่าการก่อเหตุดังกล่าวถือเป็นการต้อนรับ คปต.ส่วนหน้า หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตนบอกแล้วว่าไม่เกี่ยว ซึ่งเรื่องนี้ต้องไปถามพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมเอง แต่ตนคิดว่าไม่ใช่ เพราะเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงเหตุความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า แม้มีการตั้งครม.ส่วนหน้าในการลงไปร่วมแก้ปัญหาดังกล่าว แต่รัฐยังแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด ซึ่งยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งการรับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงในพื้นที่ อีกทั้งยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ ซึ่งกสม.ได้รับรายงานว่ายังมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในหลายจุด ส่วนการเปิดเวทีสันติภาพเพื่อการพูดคุยในประเทศมาเลเซียที่มีขึ้นในขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน ว่าส่วนกลุ่มผู้นำที่อ้างเป็นตัวแทนการเจรจาใช่ตัวจริงหรือไม่ และสามารถนำสารไปสื่อสารกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้จริงหรือไม่

นางอังคณา กล่าวต่อว่า สำหรับตัวแทนครม.ส่วนหน้านั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นอดีตแม่ทัพภาค, ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.), สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และอดีตผบ.ทบ. ซึ่งส่วนใหญ่เคยทราบปัญหาในพื้นที่ และเคยมีอำนาจในการทำหน้าที่แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ละเมิดสิทธิประชาชนในพื้นที่ จึงทำให้มีการตอบโต้ และยังมีข้อกังวลในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิแล้วไม่ต้องรับโทษ ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการก่อเหตุรุนแรง จึงอยากให้การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นไปด้วยความเป็นธรรมและระมัดระวัง

นางอังคณากล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา กรรมการสิทธิฯถูกมองว่าไม่ยอมออกมาปกป้องเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐถูกละเมิดจากการก่อเหตุของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ จึงขอชี้แจงว่าทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่บริสุทธิ์จำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายด้วย อย่างไรก็ตามกฎหมายก็ไม่ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐไปซ้อมทรมานหรืออุ้มฆ่า ดังนั้น หากเกิดกรณีที่จำเป็นจะต้องใช้การวิสามัญก็ต้องระมัดระวังด้วยว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจำเป็นเท่านั้น อย่าทำเพราะลุแก่อำนาจ และในส่วนของกรรมการสิทธิฯก็พร้อมจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในการทำงานทุกด้าน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน