จากกรณี ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) , นพ.เดชะพงษ์ ภู่เจริญ แพทย์สูตินารีเวช และ พญ.อรชาติ อุดมพาณิชย์ แพทย์รังสีวิทยา ร่วมกันชดใช้เงินค่าเสียหาย รวม 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันฟ้อง 20 กันยายน 2550 ให้กับนางประภาพร แซ่จึง (ปัจจุบันอายุ 45 ปี) และ ด.ช.ซาย เค่อ ลี หรือน้องซาย (ปัจจุบัน อายุ 12 ปี) ซึ่งพิการแขน–ขาหลังคลอด
ล่าสุด นายวอลเตอร์ ลี เชฟชาวมาเลซียชื่อดัง คุณพ่อน้องซาย ผู้ฟ้องร้อง เปิดใจให้สัมภาษณ์ข่าวสด ออนไลน์ ว่า หากกล่าวถึงค่าชดใช้จากจำเลย ถ้าคิดในแง่ของการลงทุนก็คงจะขาดทุน แต่ในฐานะของคนเป็นพ่อแม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกคงไม่สามารถตีค่าเป็นเงินได้

ที่ผ่านมาคู่กรณีไม่เคยถามไถ่แสดงความเป็นห่วง กลับยื่นข้อเสนอให้เงินจัดการให้เรื่องเงียบ เดิมตนเชื่อมั่นในฝีมือ เพราะลูกอีกสองคนก่อนหน้านี้ ก็มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ และเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศไทย จึงไม่คิดว่าเรื่องจะดำเนินมาเป็นเช่นนี้ ก่อนที่คดีจะหมดอายุความเพียงไม่กี่วัน จึงตัดสินใจฟ้องร้องโรงพยาบาลและคุณหมอเจ้าของไข้
ในตอนนั้น สิ่งหนึ่งที่คิดได้คือ “ไม่มีอาชีพใดจะอยู่เหนือกฎหมาย” การชนะการฟ้องร้องในครั้งนี้ คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์ในเมืองไทยเป็นอย่างมาก ไม่ใช่เฉพาะครอบครัวของตนหรือน้องซาย แต่เป็นการปฏิวัติและยกระดับการรักษาให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพราะแพทย์ก็จะแสวงหาและพัฒนาความรู้ความสามารถของตัวเองอยู่เสมอเพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด

ด้านตัวคนไข้เองก็จำเป็นต้องมีสติในขณะที่รับการรักษามากขึ้น พร้อมที่จะตั้งรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตลอดเวลา
เรื่องที่เกิดขึ้นกับน้องซาย ถือเป็นประกายไฟที่จะส่งผลดีแก่เด็กพิการ จำนวน 450,000 คนในเมืองไทย และอีก 10,000,000 คนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะตนได้ตัดสินใจก่อตั้งมูลนิธิซาย มูฟเม้นท์ ขึ้น คิดว่าเมื่อเริ่มแล้วก็จะทำต่อไปทีละก้าว จนเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
หลังจากที่ชนะการฟ้องร้องก็มีคนมากมายแสดงความคิดเห็นเกือบทั้งหมดแสดงความดีใจ ส่วนนี้ตนก็รู้สึกขอบคุณ แต่ทุกการกระทำที่ผ่านมา ไม่ได้ทำในทำหน้าที่ของความเป็นพ่อ แต่ทำไปเพราะความรักที่มีในตัวน้องซาย ไม่มีอะไรซับซ้อน
เมื่ออับจนหนทางในการขอความช่วยเหลือการรักษาน้องซาย จึงเดินทางไปศึกษาการรักษา และอุปกรณ์สำหรับคนพิการที่ประเทศเยอรมนี ต่อยอดมาเรื่อยๆ จนตอนนี้มูลนิธิมีข้อมูลและบุคลากรจำนวนหนึ่งที่เชี่ยวชาญในการรักษาเด็กพิการ

มีวิชาหนึ่งที่เรียกว่า Vojta (วอยตา) ศาสตร์กายภาพบำบัดจากประเทศเยอรมนีที่ใช้วิธีการกดจุด เพื่อกระตุ้นการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นวิชาที่หากนำมาใช้ในเด็กแรกเกิด ที่คาดว่ามีปัญหาผิดปกติ ก็จะสามารถรักษาโรคได้กว่า 85 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์
“หากประเทศไทยเจียดเงินลงทุนทำโครงการขนาดยักษ์เป็นแสนล้าน มาสัก 1 เปอร์เซ็นต์ เพื่อมาสร้างบุคลากรที่มีความรู้ในการรักษา และให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ ประเทศไทยคงไปได้ไกลกว่านี้”

คำหนึ่งที่ต้นยึดติดเสมอมาก็คือ “การยอมรับความจริง แต่ไม่ยอมแพ้” เหมือนที่กำลังทำอยู่ขณะนี้ตนรู้สึกว่า คนพิการต้องการความเข้าใจ ไม่ใช่ความสงสาร จึงเลี้ยงน้องซายให้อยู่และเรียนในสังคมปกติ ฝึกทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้ในช่วงแรกน้องจะบอกว่าตนไม่มีขาหรือแขน จึงทำสิ่งนั้นไม่ได้ แต่มีสมองที่จะคิดหาวิธีทำเพื่อที่จะได้สิ่งนั้นมาได้ และเมื่อปล่อยให้น้องซายทำเองเขาก็สามารถทำได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความพิเศษ

จากจุดนั้นเป็นต้นมา กระทั่งในปี 2555 (ค.ศ.2012) ตนพาน้องซาย ปีนภูเขาคินาบาลู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น้องซาย (ขณะนั้นอายุ 6 ขวบ) จึงเป็นเด็กพิการคนแรกที่พิชิตยอดเขาแห่งนี้ได้ จากนั้นจึงเริ่ม “โครงการ ปีนเพื่อเปลี่ยนชีวิต” และจัดกิจกรรมนี้เรื่อยมา และวางแผนว่าภายในปีนี้จะพิชิตยอดเขาสูงใน 6 ประเทศให้ได้
ขณะนี้น้องซาย อายุ 12 ปี มีความฝันที่อยากจะเป็นนักกีฬาว่ายน้ำในการแข่งขันพาราลิมปิกที่จะจัดขึ้นในอนาคต น้องซายบอกกับตนว่า เมื่อตอนที่ตัวเองอยู่ในน้ำรู้สึกมีความสุขและเป็นอิสระ อยากจะทำตามให้สำเร็จ
“ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงของใครสักคนหนึ่ง จะเกิดขึ้นเมื่อคนๆ นั้น ฉุกคิดในจุดจิตใต้สำนึก หากเกิดความเปลี่ยนแปลงในจุดนี้คนๆ นั้น ก็สามารถทำสิ่งต่างๆ ซึ่งพ่อแม่ก็เป็นส่วนสำคัญมาก ได้เหมือนเช่นน้องซายลูกชายคนเล็กของผม”นายวอลเตอร์กล่าว