เจ้าตัวคอตก-ไหว้ขอโทษ พร้อมรับผิดชอบทุกอย่าง ด้านเหยื่อศัลยกรรมดั้งจมูกหัก แม่เผยดาราหนุ่มติดต่อขอเยี่ยม แต่ปฏิเสธไป-เหตุต้องการให้พักฟื้น โต้ลูกชายให้สัมภาษณ์ขี่ชนแล้วหนี-ชี้อาจสับสน เผยมีทนายดังรับว่าความให้ ส่วนบิ๊กตู่แนะไม่ควรใช้ความรุนแรง-ควรยับยั้งชั่งใจ เพื่อนดารายังรุมโพสต์อัดซ้ำ
จากกรณีรถมินิคูเปอร์ของดารา-พิธีกรหนุ่ม “น็อต” อัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล อายุ 28 ปี ถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนด้านท้าย จากนั้นดาราหนุ่มได้ลากคู่กรณีมาทำร้ายและบังคับกราบรถ ก่อนมีคลิปแพร่ว่อนโซเชี่ยลท่ามกลางกระแสวิจารณ์ขรม เหตุเกิดวันที่ 4 พ.ย. จากนั้นนายกิตติศักดิ์ สิงโต หรือบอย อายุ 25 ปี หนุ่มคู่กรณี เข้าแจ้งความ ในสภาพดั้งจมูกหักและใบหน้าบวม เช่นเดียวกับดาราหนุ่มก็เข้าแจ้งความคู่กรณีในวันเดียวกัน โดยอ้างป้องกันตัวและขอโทษกับเหตุที่เกิดขึ้น ขณะที่แกรมมี่สั่งเลิกสัญญาดาราหนุ่มและริบรางวัลคนไทยตัวอย่าง ตามที่เคยเสนอข่าวไปนั้น
ตร.เพิ่มข้อหาบังคับกราบรถ
สำหรับความคืบหน้า เมื่อวันที่ 8 พ.ย. พ.ต.ท. ทวีป สุทธิ รองผกก.(สอบสวน) สน.ยานนาวา เปิดเผยว่า เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหาดาราหนุ่ม ฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายไปก่อนหน้านี้ และต้องรอผลตรวจร่างกายจากทางแพทย์ 20 วัน จึงจะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานจากคลิป จนสามารถเตรียมแจ้งข้อหาข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เนื่องจากคลิปวิดีโอพบว่าดาราหนุ่มมีพฤติการณ์ทางคดีเกินกว่าเหตุ โดยฉุดกระชากพร้อมบังคับให้ผู้เสียหายกราบรถจนสังคมรับไม่ได้
ต่อมาเวลา 19.30 น. ดาราหนุ่ม “น็อต” พร้อมนายอดุล ทินะพงศ์ ทนายความ เข้าพบพ.ต.ท.ทวีป เพื่อให้ปากคำและรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม โดยทันทีที่มาถึงน็อตปฏิเสธให้สัมภาษณ์ พร้อมยกมือไหว้ก่อนรีบเดินขึ้นโรงพัก เมื่อถึงห้องพนักงานสอบสวนได้นั่งก้มหน้า เมื่อสอบถามมีอะไรจะบอกสังคมตอนนี้หรือไม่ ดาราหนุ่มได้ยกมือไหว้พร้อมกล่าวว่า “ขอโทษจริงๆ ครับ ขอโทษกับสิ่งที่ไม่ดี ขอโทษที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้น ผมยังเหมือนเดิมจะรับผิดชอบน้องเขา ขอโทษทุกคนที่ผมมีสติไม่พอ มันไม่พอจริงๆ ผมพยายามติดต่อน้องทุกวัน ซึ่งวันนี้ก็ได้โทรศัพท์ทั้งวัน แต่ช่วงเย็นคุณแม่ของน้องก็ไม่รับโทรศัพท์ จึงส่งข้อความไปหาและยืนยันว่าจะติดต่อน้องทุกวัน”
โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาสอบปากคำและแจ้งข้อหาเพิ่มนานกว่า 2 ช.ม. จากนั้นดาราหนุ่มเดินทางกลับด้วยรถแท็กซี่ทันที เบื้องต้นน็อตปฏิเสธตลอดข้อหา
ผ่าศัลยกรรมจมูกหนุ่มจยย.
ที่ร.พ.เลิดสิน นายกิตติศักดิ์ หนุ่มคู่กรณี “น็อต”อัครณัฐ ได้เข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมจมูก และยังนอนพักฟื้นรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ โดยบริเวณใบหน้ามีร่องรอยฟกช้ำดำเขียวไปทั่ว ยังต้องใช้เจลประคบเย็นที่บาดแผลตลอดเวลาและไม่สามารถตอบข้อซักถามได้ โดยมีน.ส.สุธิรา หงษ์ทอง อายุ 53 ปี มารดา และคณะทีมแพทย์คอยดูแลอาการ

น.ส.สุธิรากล่าวว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 7 พ.ย. ได้พาลูกชายมาพบแพทย์เพื่อตรวจสอบอาการ ซึ่งแพทย์ระบุกระดูกดั้งจมูกแตกละเอียด ต้องอยู่พักฟื้นเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมจมูก โดยใช้เวลาผ่าตัดจนแล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้ลูกชายยังอยู่ในอาการบาดเจ็บ ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ เนื่องจากแพทย์ให้พักฟื้นดูอาการอีก 2-3 วัน ทั้งนี้เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ดาราหนุ่มคู่กรณีได้ติดต่อมาหาว่าจะเข้ามาเยี่ยมลูกชายและสอบถามเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งได้ปฏิเสธไปเนื่องจากต้องการความเป็นส่วนตัว ส่วนค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นขณะนี้ลูกชายใช้สิทธิประกันสังคม แต่ต้องออกค่าใช้จ่ายเรื่องค่ารักษาพยาบาลเองในบางส่วน ซึ่งยังไม่ทราบว่าเรื่องค่าใช้จ่าย ที่ผ่านมามีผู้ยื่นมือช่วยเหลือหลายราย ทั้งออกค่าทำศัลยกรรมหน้าและเรื่องคดีความ โดยนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ติดต่อช่วยเหลือว่าความในคดีนี้ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
เมื่อถามถึงกรณีนายกิตติศักดิ์ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการยอมรับว่าชนแล้วหนีจริง แต่วนรถมาเพราะเป็นจุดชุมชนและมีวงจรปิด น.ส.สุธิรากล่าวว่า สาเหตุที่ลูกชายให้สัมภาษณ์เช่นนั้น คาดว่าอาจเกิดจากความสับสนที่ถูกสัมภาษณ์หลายครั้ง ไม่ว่าจะที่โรงพักหรือที่ใดๆ
บิ๊กตู่ชี้ไม่ควรใช้ความรุนแรง
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องความรุนแรงนั้นไม่มีใครชอบ และไม่ควรเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ทุกคนต้องระงับยับยั้งชั่งใจ ในเวลานี้ควรมองที่เจตนาก่อน และถึงอย่างไรก็มีกฎหมายบังคับอยู่แล้ว
“ดังนั้นต้องถูกดำเนินคดีไปและควรระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพราะเกิดขึ้นมา 2-3 ครั้งแล้ว อย่างเมื่อวันก่อนเรื่องด่านทางด่วนและอีกไม่กี่วันก็เกิดเรื่องนี้อีก ซึ่งเกรงว่าจะกลายเป็นแบบอย่างไม่ดี จึงจำเป็นต้องเตือนไว้ก่อน ขอย้ำว่ากฎหมายมีอยู่แล้ว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายและสังคม ก็ลงโทษ” นายกฯกล่าว
ด้านนายสรัลชา ศรีชลวัฒนา เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวว่า หากผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้เอาผิดเพื่อนของน็อตที่อยู่ด้วยขณะเกิดเหตุ สามารถทำได้หากเห็นว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด ตามกฎหมายนั้นการเป็นตัวการร่วมมีหลักว่าต้องอยู่ใกล้ชิดกับการกระทำความผิดและพร้อมช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นการดูต้นทางหรือคอยกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง หากมีลักษณะที่ว่านี้เป็นการร่วมแรงร่วมใจ คนที่เป็นตัวการร่วมต้องรับโทษเสมือนเป็นผู้ลงมือ ส่วนทนายของน็อตที่ปกป้องและให้คำแนะนำให้พ้นผิดนั้น ถือเป็นการรักษาประโยชน์ลูกความ แต่ทนายต้องไม่เข้าไปมีส่วนร่วมหรือแนะนำในทางที่ผิด
ขณะที่น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 คดี คือ 1.คดีขับรถเฉี่ยวชนกันตามพ.ร.บ.จราจร และ 2.การทำร้ายร่างกายและบังคับให้กราบรถ โดยนายกิตติศักดิ์ไม่ตอบโต้ จึงอาจเข้าข่ายได้รับการเยียวยาตามพ.ร.บ.ค่าตอบแทนฯ เพราะไม่มีส่วนร่วมในการกระทำผิด ซึ่งหากนายกิตติศักดิ์มายื่นเรื่องตามสิทธิผู้เสียหายในคดีอาญา
อจ.ดังโพสต์เฟซถึง”น็อต”
วันเดียวกัน อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ เฟซบุ๊กเรื่องอุทาหรณ์จากเรื่องของ น็อต : สติและอารมณ์ ว่าหลังเห็นคลิปจำไม่ได้เป็นใคร รู้แต่ไม่ชอบเห็นคนใช้ความรุนแรง จนเมื่อวานเห็นช่อง ไทยพีบีเอสยกเลิกรายการทีวีที่น็อตเป็นดาราละครและเป็นพิธีกร ซึ่งผมไปร่วมเป็นวิทยากรด้วย ถึงตกใจเป็นคุณน็อตที่ทำงานด้วย แม้จะเจอไม่กี่ครั้ง แต่มากกว่าหลายท่าน (รวมถึงคุณวิกรม) ที่กำลังต่อว่าเค้าอยู่แน่ๆ น็อตที่รู้จักเป็นเด็กหนุ่มมีความสามารถสูง ทำงานหนักงานเยอะ พูดจาฉะฉาน มีไหวพริบปฏิภาณดี ขี้เล่นเป็นกันเอง มีสัมมาคารวะ รับผิดชอบ ตรงต่อเวลา ไม่ถือตัว ประมาณว่าคนละคนกับอิมเมจที่ได้จากคลิป แล้วเกิดอะไรขึ้นกับน็อต คำตอบเดียวคือ การโมโห ขาดสติ เอาอารมณ์ชั่ววูบมาอยู่เหนือเหตุผล
แน่นอนสิ่งที่น็อตทำไปไม่ถูกต้อง แต่ยอมรับว่าเกิดกับตัวผมเอง ก็คงโมโหเหมือนกัน เพียงแต่แก่เกินไปที่จะมีฮอร์โมนสูบฉีดพลุ่งพล่านจนบ้าเลือดไล่ชกคนเช่นนั้น ล่าสุดที่รถผมเฉี่ยวชนกับรถคันอื่นบนทางด่วน ถึงไม่พอใจแค่ไหน แต่ก็เหนื่อยใจเกินกว่าจะไปเถียงสู้คู่กรณี สุดท้ายก็ยอมๆ บอกว่าฝ่ายเราประมาทกว่า (ทั้งที่ผมไม่คิดเช่นนั้น) เพื่อให้เรื่องจบๆ จะได้แยกย้ายไปทำมาหากิน
หลายปีก่อนตอนหนุ่มกว่านี้ ก็เคยโมโหรถซิ่งที่ขับรถไล่จี้ตูด ด้วยการดิพไฟหน้าใส่ เป็นเรื่องเลย พี่เค้าปาดหน้าซ้ำขวางให้หยุด แล้วลงกันมาสองคนเป็นวัยรุ่นทั้งคู่ ดีที่ผมรีบพนมมือขอโทษก่อน ซึ่งผลลัพธ์ของการขาดสติชั่ววูบของคุณน็อต นำไปสู่ผลลบที่รุนแรงมากยังกับอาชญากรแผ่นดิน คนรุมด่ากันจนแทบไม่มีที่ยืน หน้าที่การงานที่กำลังรุ่งก็หายไปทันที เป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคนดูเป็นบทเรียน
ดารา”พาย”ขอโทษปมทำในที่แจ้ง
ส่วนเหล่าศิลปินดารายังคงแสดงความคิดเห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในจำนวนนี้รวมถึง “พาย”พิมพ์พัชร วัชรเสวี นักแสดงสาว ที่โพสต์เฟซบุ๊กสรุปว่า “ดูคลิปแล้วถ้าเป็นคนไม่เคยรู้จักพี่น็อต ก็คงด่าเหมือนคนอื่น แต่พอดีรู้จักด้านอื่นๆ ของพี่ นอกจากคลิป 1 นาทีครึ่งนั้น เมื่อคนผิดยอมรับและขอโทษแล้ว ด่าได้ แต่อย่าเหยียบกันให้จมดินเลย คนทำไม่ดีกว่านี้มีเยอะ นี่พี่เค้าพลาดตรงทำในที่แจ้ง รวมถึงเป็นคนของประชาชน เอาเป็นบทเรียนนะพี่”
ต่อมานักแสดงสาวโพสต์ชี้แจงถึงคำว่าทำในที่แจ้งว่า ก่อนอื่นต้องขอโทษทุกคนกับสิ่งที่เขียนไปก่อนหน้านี้และขออธิบายคำว่าทำในที่แจ้ง คือไม่ได้สนับสนุนให้คนทำเลว ไม่ว่าในที่ลับหรือที่แจ้ง แต่ที่บอกว่าพี่เค้าพลาดที่ทำในที่แจ้งคือ พี่เค้าเป็นคนของประชาชนเป็นดารา เหมือนอยู่ในที่แจ้ง ควรมีสติ นึกคิดให้มาก เป็นแบบอย่างที่ดี จึงต้องขอโทษหากพิมพ์หรือพูดอะไรที่ทำให้ไม่พอใจ หรือสื่อความหมายผิด หรือคลุมเครือ แต่ไม่มีเจตนาไม่ดีจริงๆ ส่วนคนที่บอกว่าพายไม่มีสมองหรือโง่ ยอมรับตรงนั้นว่าสิ่งที่ทำมันโง่จริงๆ แต่ขอยืนยันไม่ได้เห็นผิดเป็นชอบ แค่มีบางมุมที่คิดต่างใน ด้านอื่น
ขณะที่เพื่อนดาราคนอื่นก็ยังคงโพสต์ข้อความ ในเชิงเสียดสีและตักเตือนกันอย่างมากมาย อาทิ ภูริ หิรัญพฤกษ์, จ๊ะจ๋า-พริมรตา เดชอุดม, ผู้กำกับฯ พชร์ อานนท์, อ้น-ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์, โม-อมีนา พินิจ, เจ-เจตริน วรรธนะสิน, แมทธิว ดีน, อาร์ต- พศุตม์ บานแย้ม, โก๊ะตี๋ อารามบอย, แจ๊ค-เมธัส ตรีรัตนวารีสิน และอั๋น-ภูวนาท คุนผลิน
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 8 พ.ย. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท. ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พ.ต.อ.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รรท.ผบก.น.2 พ.ต.อ.กิตติคุณ พูลสมบัติ รอง ผบก.น.2 พ.ต.อ.ธีระชัย ชํานาญหมอ ผกก.สส.บก.น.2 พ.ต.อ.สามารถ พรหมชาติ ผกก.สน.ประชาชื่น พ.ต.ท.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล รอง ผกก.สส. พ.ต.ต.สมใจ เมฆหมอก สว.สส. ฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.2 และ สน.ประชาชื่น ร่วมกันจับกุมตัวนายธีรภัทร์ หรือกั๊ก อายุ 20 ปี หมายจับศาลอาญาเลขที่ 2209/2559 ลงวันที่ 7 พ.ย.59 ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตพระนครเหนือ ภายหลังร่วมกับนายสุพรชัย หรือปอนด์ สอนพงษ์ อายุ 21 ปี นายภัทรชัย หรือโป้ย สมบุญดี อายุ 20 ปี และนายวิสิทฐศักดิ์ หรือมาร์ค แย้มอินทร์ อายุ 21 ปี ที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ใช้อาวุธปืนยิงนายณัฐพงษ์ สทาชน อายุ 24 ปี นักศึกษา ชั้นปีที่ 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ อีกทั้งยังเป็นประธานรุ่นภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ( IE ) มหาวิทยาลัยเดียวกันเสียชีวิต บริเวณร้านก๋วยเตี๋ยวด้านข้างธนาคารสงเคราะห์ สาขาพระราม 6 ถนนพิบูลสงคราม ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติเปิดเผยว่าจากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ก่อนหน้านี้ให้การตรงกันว่านายธีรภัทร์เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิง ส่วนสาเหตุเกิดจากความขัดแย้งกันเอง โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุและผู้ตายมีปัญหาความคิดเห็นไม่ตรงกันเรื่องการเข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง จนเป็นเหตุให้เกิดการชกต่อยและขัดแย้งกันมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งกลุ่มผู้ก่อเหตุมีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวต่อว่านายภัทรชัยเป็นผู้ที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ตายและชี้เป้า นายวิสิทฐศักดิ์ เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ มีนายธีรภัทร์ เป็นมือปืน หลังก่อได้หลบหนีก่อนจะมาเปลี่ยนรถจักรยายนต์อีกคันซึ่งมีนายสุพรชัยขับพาหลบหนี จากนี้จะนำตัว ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
