สุดแสบ แม่พาลูกตระเวนขอยาพ่นจมูกฟรี มาขายออนไลน์ ไป 31 จุดได้ยา 318 ขวดขายยอด 1.5 แสนบาท สปสช.เร่งตรวจสอบ จ่อเอาผิดถึงที่สุด
จากที่มีสมาชิกตั้งกระทู้ถาม ในเว็บบอร์ดชื่อดังอย่าง พันทิป ถึงกรณี “ผู้ปกครอง เอายาลูกสาวตัวเอง(ได้มาฟรี)มาขายต่อ ระบบการรักษาแบบนี้ควรจะพังไปได้หรือยัง?” ซึ่งสมาชิกผู้โพสต์ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า
“ส่วนตัว สมัยยังอยู่พื้นที่ห่างไกล รู้สึกลำบากใจมากๆเวลาไม่มียานี้จ่ายให้คนไข้ พอเจอเคสแบบนี้เข้าไป เหอะๆ หมดคำอธิบาย ลูกสาวตัวเองจะมีอาการซ้ำตอนไหน ไม่สนใจ ไม่มียา เพราะขายไปแล้ว ก็ไปขอใหม่จากรพ. ไปหาที่อีอาตอนดึกๆ? สงสัยจะสบายจนเคยตัว หรือเทรนด์ตอนนี้ คือควรจะปั๊มลูกออกมาเยอะๆ เอาไว้เป็นรายได้เสริม? (แถมมี “หลักฐานการส่งบ้านก่อนๆ” ซะด้วย สงสัยจะทำจนเคยชินแล้วสินะ) ระบบเฮงซวยแบบนี้ควรจะพังได้แล้วหรือยัง? เอ… หรือเราควรจะนัดคนไข้ทุกอาทิตย์? ค่ารถ ค่าเสียเวลามารพ. มันจะได้ไม่คุ้มทุนกับการขายยา???? 555555555 ป.ล. ไม่สามารถ verify ได้ว่าจริงหรือไม่ หรือเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด แค่มาตั้งกระทู้ในฐานะกองแช่งเฉยๆ
ซึ่งต่อมามีข้อมูลว่า มีการตระเวนพาลูกไป 31 จุดได้ยา 318 ขวด ไปส่งต่อได้ขวดละ 500 รวมแล้วแสนห้า เข้ากระเป๋าฟรี ในขณะที่งบให้รพ.ตอนนี้ไม่พอ จนหลายโรงพยาบาลโอดครวญ

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2567 ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขอขอบคุณที่ได้มีการนำเสนอข้อมูลนี้มาเผยแพร่ และขอเรียนว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นระบบที่ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นหลักประกันและสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้กับประชาชน หากเจ็บป่วยไม่ว่าเล็กน้อย หรือป่วยหนัก สามารถเข้าถึงการรักษาได้โดยไม่ต้องมีอุปสรรคทางการเงิน งบประมาณกองทุนทุกบาททุกสตางค์ล้วนมาจากภาษีประชาชน การใช้จ่ายงบประมาณจึงต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนตามที่กฎหมายกำหนด
“การนำยาที่ได้รับจากโรงพยาบาลไปจำหน่ายในเว็บไซต์และกลุ่มออนไลน์ตามที่ปรากฏเป็นข่าว หากเป็นเรื่องจริง ถือเป็นเรื่องไม่สมควร เพราะนอกจากจะเป็นการเอาเปรียบผู้ป่วยท่านอื่นแล้ว ยังเป็นเพิ่มภาระให้กับบุคลากรทางการแพทย์โดยไม่จำเป็น อีกทั้งเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่ไม่สมควรเกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง” ทพ.อรรถพร กล่าว

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบเป็นการไปรับยาในความถี่ที่แปลกๆ ผิดปกติจริง จึงได้มอบหมายให้สปสช.เขตที่เกี่ยวข้อง ไปตรวจสอบในรายละเอียดว่าเป็นการไปรับยาที่หน่วยบริการหน่วยเดียวหรือไปรับยาในหลายๆหน่วยบริการ และให้สปสช.เขตไปลงบันทึกประจำวันไว้ก่อน เพราะในภาพใหญ่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รับความเสียหาย
เนื่องจากเงินทั้งหมดเป็นงบประมาณแผ่นดิน เงินทั้งหมดมีไว้เพื่อจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลแทนประชาชน เมื่อประชาชนที่มีสิทธิบัตรทอง 30 บาทป่วยก็จะได้รับบริการ โดยใช้งบประมาจากกองทุนฯจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลแทนประชาชน ดังนั้น หากมีการรับยาถี่เกินไป ซึ่งดูจากพฤติกรรมแล้วมักจะไปในคลินิกหรือห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการ ที่มีความเร่งด่วน และเห็นใจแพทย์พยาบาลที่ห้องฉุกเฉินที่จะต้องเอาเวลาส่วนหนึ่งมาดูผู้ป่วย และบังเอิญช่วงนั้นมีคนไข้ที่ฉุกเฉินกว่าเข้าไป ยิ่งทำให้การตรวจสอบน้อย กรณีเช่นนี้ก็ว่าตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้นนี้ สปสช. จะประสานหน่วยบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลและเร่งดำเนินการตรวจสอบความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายยาพ่นเพื่อบรรเทาอาการภูมิแพ้ที่เป็นข่าว หากพบว่ามีการมารับยาและนำไปจำหน่ายจริง สปสช. จะดำเนินการทางกฎหมายจนถึงที่สุด จึงขอเตือนไปยังผู้ที่กระทำพฤติกรรมดังกล่าวหรือผู้ที่จะทำตามแบบอย่าง เพราะนอกจากจะถูกดำเนินการทางกฎหมายแล้ว ยังเป็นผู้ที่บ่อนทำลายต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เป็นหลักประกันสุขภาพของคนไทยทุกคนด้วย ทั้งนี้หากพบข้อมูลใดๆ ขอให้แจ้งมาที่ สปสช. เพื่อที่จะเร่งดำเนินการต่อไป