“ชัชชาติ” แถลงมาตรการสู้ฝุ่น พบ ภาคกลาง-ตะวันออก เผามากขึ้น 42% ชี้คนไทยต้องจมอยู่กับฝุ่น ปัจจัยอยู่นอกเหนือการควบคุม ทุกฝ่ายต้องร่วมมือทั้งประเทศ

วันที่ 9 ม.ค.2568 ที่ศาลาว่าการกทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. แถลงมาตรการการจัดการฝุ่นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ว่า วันนี้ (9ม.ค.) ค่าฝุ่นเกิน 70 มคก./ลบ.ม. หรืออยู่ในระดับสีแดงหลายพื้นที่ โดยสาเหตุหลักของฝุ่น PM2.5 มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ รถยนต์ สภาพอากาศปิด การหมุนเวียนของอากาศไม่ดี

ประกอบกับจุดความร้อน (Hotspot) มีเพิ่มขึ้นจากการเผาในที่โล่ง ซึ่งปัจจุบัน ปัจจัยฝุ่นประกอบกันทั้ง 3 ปัจจัย ทำให้ค่าฝุ่นสูงอยู่ในระดับสีแดง จากข้อมูลการพยากรณ์ล่วงหน้าสภาพอากาศจะดีขึ้นในวันที่ 11 ม.ค. และจะกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในวันที่ 12-13 ม.ค.ไปจนถึงกลางสัปดาห์หน้า

สิ่งสำคัญคือ พบการเผามากขึ้นในช่วงนี้ ทั้งในภาคกลางและภาคตะวันออก โดยในช่วงนี้หากเทียบกับปีที่แล้ว พบการเผามากขึ้นถึงร้อยละ 42 ประกอบกับมีลมตะวันออกพัดเข้ากรุงเทพมหานคร

ดังนั้นประชาชนต้องระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมพื้นที่โล่งแจ้ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก และกลุ่มเสี่ยง ซึ่งสำนักอนามัย (สนอ.) แจกหน้ากากอนามัยไปแล้ว 1 ล้านชิ้น ส่วนสำนักการแพทย์ (สนพ.) ได้เปิดคลินิกมลพิษทางอากาศที่โรงพยาบาลในสังกัดกทม. 11 แห่ง

ขณะเดียวกันได้ดำเนินการตามมาตรการลดฝุ่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้ใช้รถ เข้าโครงการคลินิกรถ ลดฝุ่น PM2.5 เพราะการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรอง สามารถช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้ ซึ่งขณะนี้มีประชาชนเข้าร่วมโครงการ 162,795 คัน และมี เป้าหมาย 500,000 คัน
การใช้มาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) ในพื้นที่กรุงเทพ

โดยห้ามรถบรรทุกตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไปเข้าพื้นที่วงแหวนรัชดาภิเษก ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดมาตรการ WFH และการปิดโรงเรียนในสังกัด กทม. ซึ่งการออกประกาศดังกล่าว จะดำเนินการตามข้อมูลบ่งชี้ ได้แก่

  1. ค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM2.5 อยู่ในระดับสีแดง 5 เขต มีการพยากรณ์ล่วงหน้า 2 วัน
  2. ค่าฝุ่นละออง PM2.5 ระดับสีแดง มากกว่า 5 เขต หรือระดับสีส้ม มากกว่า 15 เขต มีอัตราการระบายอากาศ (VR) น้อยกว่า 3,000 ตารางเมตรต่อวินาที

ขณะเดียวกันยังมี Green List หรือบัญชีสีเขียว รถบรรทุกคันใดที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องเปลี่ยนและไส้กรองอากาศ แล้วมาลงทะเบียนเป็นบัญชีสีเขียว เพื่อขอยกเว้นมาตรการเขตมลพิษต่ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนี้มีรถเข้าร่วมแล้ว 12,119 คัน มาตรการดังกล่าวสามารถลดฝุ่น PM2.5 จากการจราจรแล้ว 8.14% ลดฝุ่นจากทุกแหล่งกำเนิดได้ 5.68% หากครบ 500,000 คัน จะสามารถลดฝุ่น PM2.5 จากการจราจรได้ 25% ซึ่งต้องช่วยกัน เพราะฝุ่นไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติ แต่เกิดจากประชาชน

มาตรการ Work from Home (WFH) ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายที่พร้อมร่วมมือ 220 แห่ง จำนวน 84,496 คน จากเดิม 155 แห่ง จำนวน 60,000 คน คิดเป็น42% จากเป้าหมาย 200,000 คน ด้านโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ยังไม่มีการสั่งปิดแต่ให้อำนาจผู้อำนวยการโรงเรียน พิจารณา

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบค่าฝุ่นระดับสีแดงในพื้นที่เขตหนองแขม เบื้องต้นพบมีการเผาตามที่ได้รับแจ้ง ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เขตเข้าตรวจสอบทันที ขณะเดียวกันจะลงพื้นที่ไปตรวจสอบและติดตามการเผาในพื้นที่ดังกล่าวด้วย หากพบจุดใดมีการเผาประชาชนสามารถแจ้งมายังเขตหรือทราฟฟี่ฟองดูว์ได้ ทั้งนี้กทม.สามารถกำกับดูแลการเผาและปัจจัยฝุ่นต่าง ๆ ได้เฉพาะในพื้นที่รับผิดชอบเท่านั้น

แต่ยังมีปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้คือเรื่องสภาพอากาศปิด และการเผาในพื้นที่ใกล้เคียง จากการตรวจสอบพบบางพื้นที่ไม่มีรถยนต์แต่พบปริมาณฝุ่นสูงขึ้น ดังนั้น ปัจจัยฝุ่นในบางพื้นที่อาจไม่ได้มาจากรถยนต์ แต่มาจากการเผาและสภาพอากาศปิด ซึ่งควบคุมได้ยาก

เพราะฝุ่นอาจถูกลมพัดมาจากพื้นที่อื่นร่วมด้วย ต้องประสานกับหน่วยงานหลายภาคส่วน ปัจจุบัน กทม.ร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อหาแนวทางลดฝุ่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตามกทม.พยายามทำทุกมิติอย่างเต็มที่เพื่อลดฝุ่น แต่บางเรื่องอยู่นอกเหนือการควบคุม ฝุ่นต้องอยู่กับประเทศไทยและคนไทย เพราะสาเหตุมี 3 ปัจจัย แต่สภาพอากาศปิด ไม่สามารถควบคุมได้ จึงต้องแก้เรื่องรถยนต์ และการเผา อย่างเข้มแข็งและทำในภาพรวมของประเทศ เชื่อว่าอนาคตจะดีขึ้นถ้าร่วมมือกันทุกฝ่าย

ทั้งนี้ แนวคิดในการใช้รถพลังงานไฟฟ้ายังไม่ยืนยันว่าจะลดฝุ่นได้มากน้อยเพียงใด เพราะปัจจัยฝุ่นไม่ได้มาจากเครื่องยนต์ดีเซลเพียงอย่างเดียว ยังมีเรื่องการเผา และสภาพอากาศร่วมด้วย การกำหนดให้ใช้รถพลังงานไฟฟ้า หรือการห้ามไม่ให้รถวิ่งทั้งหมด อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ และอาจเป็นการเพิ่มต้นทุนและภาระให้ประชาชนและผู้ประกอบการอย่างไม่คุ้มค่า เพราะฝุ่นไม่ได้หายไป

สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือช่วยกันลดการเผาลง แต่เนื่องจากการเผาเป็นการทำลายที่ใช้ต้นทุนน้อยที่สุดของเกษตรกร กทม.จึงต้องสร้างแรงจูงใจลดการเผาโดยการสนับสนุนเครื่องอัดฟางร่วมด้วย และหากพื้นที่อื่นๆ สนับสนุนเครื่องอัดฟางให้เกษตรกรมากขึ้นถือเป็นเรื่องดี ช่วยลดการเผาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร

โดย กทม.พยายามร่วมมือกับหลายหน่วยงาน และหาวิธีลดฝุ่นในหลายมิติ ซึ่งเรื่องฝุ่นถือเป็นเรื่องใหญ่ ต้องร่วมมือกันหลายภาคส่วน

ส่วนเรื่องการรายงานค่าฝุ่น กทม.จะรายงานเฉพาะค่าฝุ่น PM2.5 เท่านั้น ซึ่งเป็นเครื่องวัดมาตรฐานเดียวกันกับกรมควบคุมมลพิษ โดยเครื่องดังกล่าวจะแยกความชื้นและค่ามลพิษในอากาศอื่น ๆ ออก เหลือเฉพาะค่าฝุ่น PM2.5 แตกต่างจากการวัดค่า Air Quality Index (AQI) ซึ่งจะวัดค่ามลพิษในอากาศอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น

  • ก๊าซโอโซน (O3)
  • ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10)
  • ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)
  • ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2)
  • ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)

ซึ่งจะทำให้ค่า AQI ดูสูงขึ้น ประชาชนอาจเข้าใจว่าเป็นค่าฝุ่น PM2.5 อย่างเดียว ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ จึงขอแนะนำให้รับรายงานค่าฝุ่นจาก กทม.เป็นหลัก เพราะใช้เครื่องมือวัดฝุ่น PM2.5 โดยตรงกว่า 70 จุดทั่วกรุงเทพมหานคร

ด้าน นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวถึงแนวทางป้องกันฝุ่น PM2.5 ในโรงเรียนสังกัด กทม. ว่า ปัจจุบัน กทม.มีโครงการห้องเรียนสู้ฝุ่นทั้ง 437 โรงเรียน โดยให้นักเรียนทำความเข้าใจเรื่องฝุ่น PM2.5 และรายงานโดยการปักธงตามระดับสีฝุ่นทุกเช้า และให้นักเรียนทำกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้แก่คนที่บ้าน ไม่ให้เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น

รวมถึงในปีนี้ กทม.ได้รับงบประมาณก่อสร้างห้องปลอดฝุ่นในระดับชั้นอนุบาลแล้ว โดยจะเร่งดำเนินการทั้งหมดประมาณ 1,700 ห้อง ได้เริ่มสร้างห้องตัวอย่างที่เขตดุสิตแล้ว และจะขยายให้ครบทั้งหมดต่อไป อยู่ระหว่างจัดหาผู้รับจ้าง

ทั้งนี้ การประกาศหยุดโรงเรียนในช่วงฝุ่นสูง อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะเด็กต้องอยู่บ้าน อยู่ในชุมชน ซึ่งไม่ทราบว่าจะปลอดภัยจากฝุ่นหรือไม่ อย่างไร แต่ถ้าหากเด็กมาโรงเรียน มีห้องที่ปลอดภัยจากฝุ่นรองรับจัดเตรียมไว้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน