หมอเจด เผย 5 เครื่องดื่มใกล้ตัว ดื่มมากไป ระวังกระดูกพรุนไม่รู้ตัว โรคที่ไม่มีสัญญาณเตือน อาจเป็นตัวการทำลายกระดูกโดยที่เราไม่รู้ตัว
นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ภาพและข้อความผ่าน เพจ หมอเจด ระบุถึง 5 เครื่องดื่มกินมากไป ระวังกระดูกพรุนไม่รู้ตัว สำหรับกระดูกพรุนเป็นโรคที่ไม่มีสัญญาณเตือน แล้วรู้ไหมว่าเครื่องดื่มที่เราดื่มกันเป็นประจำ อาจเป็นตัวการทำลายกระดูกโดยที่เราไม่รู้ตัว
5 เครื่องดื่มตัวร้ายที่ทำให้กระดูกเราอ่อนแอลงแบบไม่รู้ตัว ดื่มบ่อยๆ เสี่ยงกระดูกพรุน มีอะไรบ้าง มาเช็กกันว่ากำลังดื่มอยู่หรือเปล่า
1.ชา เป็นอีกเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ในหลายด้านเลย แต่ถ้าเราดื่มมากเกินไปก็อาจมีผลเสียต่อกระดูกได้ โดยเฉพาะชาเข้มข้นหรือชานมที่มีน้ำตาลสูง เพราะว่าในชามีสารแทนนิน (Tannins) ซึ่งสามารถจับตัวกับแคลเซียมในลำไส้ ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง หากเราดื่มชามากเกินไป อาจส่งผลให้ระดับแคลเซียมในร่างกายลดลงเรื่อยๆ และชาเป็นพืชที่ดูดซับฟลูออไรด์จากดินสูง หากได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะ “Skeletal Fluorosis” หรือการสะสมของฟลูออไรด์ในกระดูก ส่งผลให้กระดูกเปราะและเกิดอาการปวดข้อได้
แนะนำว่า ดื่มชาในปริมาณที่พอดี (วันละ 1-2 แก้ว) และเลี่ยงการดื่มชาอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม เพื่อให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้นครับ
2.กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่หลายคนขาดไม่ได้นะ เรียกว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ก็ได้ บางคนไม่ได้กินกาแฟ ก็คือไม่มีแรงทำงาน แต่ถ้าดื่มมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อมวลกระดูกโดยตรง ซึ่งในกาแฟมีคาเฟอีน และมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ซึ่งมันอาจจะเพิ่มการขับแคลเซียมออกทางไตได้ ถ้าเราดื่มกาแฟมากเกินไปและไม่ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ กระดูกของเราจะสูญเสียแร่ธาตุสำคัญและไม่แข็งแรง และนอกจากจะเร่งการขับแคลเซียมออกแล้ว คาเฟอีนยังรบกวนการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ ทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมน้อยลง ส่งผลให้กระดูกบางลงเรื่อย ๆ
แนะนำว่า ไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 2-3 แก้วต่อวัน และเสริมแคลเซียมจากแหล่งอาหาร เช่น นม ปลาตัวเล็ก หรือผักใบเขียว เพื่อลดผลกระทบต่อกระดูกนะครับ
3.เครื่องดื่มชูกำลัง อันนี้เป็นเครื่องดื่มโปรดของหลายคน เครื่องดื่มชูกำลังอาจช่วยให้รู้สึกสดชื่นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวกลับทำลายกระดูกได้ เพราะเครื่องดื่มชูกำลังส่วนใหญ่มีคาเฟอีนในปริมาณสูงกว่ากาแฟปกติ และน้ำตาลสูงมากคาเฟอีนสูงทำให้แคลเซียมถูกขับออกจากร่างกายเร็วยิ่งขึ้น ส่วนน้ำตาลสูงก็กระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งส่งผลต่อการสร้างมวลกระดูกใหม่ รวมถึงเครื่องดื่มชูกำลังมีค่าความเป็นกรดสูง (pH ต่ำ) เมื่อดื่มมาก ๆ ร่างกายต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้เพื่อปรับสมดุลของกรด-ด่างในเลือด ซึ่งอาจทำให้กระดูกบางลงในระยะยาว
แนะนำว่า หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มชูกำลัง และหันมาใช้วิธีเพิ่มพลังงานด้วยการออกกำลังกาย หรือรับประทานอาหารที่ให้พลังงานอย่างเหมาะสมดีกว่าครับ
4.น้ำอัดลม เป็นเครื่องดื่มที่หลายคนติด ไม่ดื่มก็รู้สึกไม่สดชื่น ไม่มีแรง แต่จริงๆ แล้วการกินน้ำอัดลม ก็เหมือนเรากำลังทำลายกระดูกอยู่ เพราะน้ำอัดลมส่วนใหญ่มีกรดฟอสฟอริก ซึ่งทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมากขึ้น งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำมีมวลกระดูกต่ำกว่าคนที่ไม่ดื่ม และในน้ำอัดลมมีน้ำตาล ซึ่งจะไปรบกวนสมดุลแร่ธาตุในร่างกาย ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ลดลง รวมถึงสารให้ความหวานบางชนิดอาจมีผลกระทบต่อการเผาผลาญของกระดูก
เพราะฉะนั้นทั้งน้ำอัดลมปกติหรือสูตรน้ำตาล 0% ก็ส่งผลต่อกระดูกนะ
แนะนำว่าหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม หรือเลือกน้ำเปล่าแทนดีที่สุดครับ
5.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ได้มีผลเสียแค่ต่อตับและสมองเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อกระดูกด้วย แอลกอฮอล์ขัดขวางกระบวนการสร้างกระดูก เพราะแอลกอฮอล์มีผลต่อเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblasts) ทำให้ร่างกายสร้างมวลกระดูกใหม่ได้น้อยลง
หากดื่มต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้กระดูกบางและเสี่ยงต่อการแตกหักง่ายขึ้น และจริงๆแล้ว ร่างกายต้องใช้วิตามินดีในการดูดซึมแคลเซียม แต่แอลกอฮอล์ทำให้ระบบนี้ทำงานได้ไม่ดี ส่งผลให้กระดูกขาดแคลเซียมได้ เพราะฉะนั้นถ้าเลิกได้จะดีที่สุด หรืออย่างน้อยก็ลดปริมาณลงเพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเพียงพอเพื่อสุขภาพกระดูกที่แข็งแรง
เครื่องดื่มทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม และแอลกอฮอล์ที่ผมพูดไป พวกนี้มีผลต่อสุขภาพกระดูกในระยะยาว ถ้าเราดื่มมากเกินไป จะทำให้มวลกระดูกลดลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อกระดูกพรุน ถ้าอยากให้กระดูกแข็งแรงไปนานๆ พยายามลดเครื่องดื่มเหล่านี้ลง หรือดื่มให้น้อยที่สุด แล้วหันไปกินอาหารที่มีแคลเซียมสูงแทนดีกว่า เช่น นม ปลาตัวเล็กตัวน้อย รวมถึงรับวิตามินดีจากแสงแดด
ถ้าใครไม่สะดวกกินเป็นอาหารจากธรรมชาติ หรือใครที่รับแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติไม่เพียงพอ สามารถกินแบบอาหารเสริมก็ได้ครับ ซึ่งก็ควรกินแคลเซียมร่วมกับวิตามิน D3 เพราะช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น และลดการสูญเสียแคลเซียมจากกระดูก และวิตามิน K2 ช่วยนำแคลเซียมไปสะสมในกระดูกแทนที่จะสะสมในหลอดเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ รวมถึงแมกนีเซียม (Mg) มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกและช่วยให้วิตามิน D3 ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใครมีคำถามคอมเมนต์ได้เลยนะครับ