สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังอิสราเอลทำการโจมตีเป้าหมายสำคัญในอิหร่านเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการปะทะกันครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างสองประเทศที่มีความขัดแย้งมายาวนานหลายสิบปี โดยเหตุการณ์ดังกล่าวตามมาด้วยการตอบโต้ทางทหารอย่างต่อเนื่องจากทั้งสองฝ่าย และความหวั่นวิตกว่าความรุนแรงจะขยายวงกว้างมากขึ้น

กลุ่มควันขนาดใหญ่ลอยขึ้นจากสถานีเก็บน้ำมัน หลังถูกโจมตีโดยอิสราเอลเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ตอนใต้ของกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน (ภาพ – AP)
ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ ข่าวสด กล่าวเน้นย้ำถึงเหตุผลที่ทำให้อิสราเอลต้องตัดสินใจโจมตีอิหร่าน พร้อมทั้งอธิบายให้ประชาชนไทยเข้าใจถึงความซับซ้อนและความท้าทายที่ประเทศของเธอกำลังเผชิญ ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตอิสราเอล กรุงเทพ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.
“การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจะทำหรือเลือกด้วยความง่ายดาย แต่มันเป็นการตัดสินใจที่จำเป็นเพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศและประชาชนของเรา” เอกอัครราชทูตซากิฟกล่าว ทั้งนี้ อิสราเอล ได้อ้างว่า อิหร่านได้พัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธระยะไกลที่สามารถเข้าถึงอิสราเอลได้ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานนิวเคลียร์ที่นาทานซ์และสถานที่วิจัยนิวเคลียร์ในอิสฟาฮาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของโครงการพลังงานนิวเคลียร์ที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจนำไปสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต
เอกอัครราชทูตซากิฟอธิบายว่า เป้าหมายของอิสราเอลในการโจมตีครั้งนี้รวมถึงการทำลายสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารและนิวเคลียร์ รวมถึงการกำจัดผู้บัญชาการทหารและนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ที่มีบทบาทสำคัญในโครงการนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านสามารถพัฒนาอาวุธที่มีศักยภาพทำลายล้างสูงได้ในอนาคต
“เรารู้สึกว่าการทิ้งโอกาสให้ภัยคุกคามนี้ดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีการตอบโต้นั้น จะเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนและภูมิภาคโดยรวม” เธอกล่าว

ระบบป้องกันขีปนาวุธ “ไอรอนโดม” ของอิสราเอล ยิงสกัดมิสไซล์ระหว่างการโจมตีของอิหร่านเหนือกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล (ภาพ – AP)
นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตยังพูดถึงความสูญเสียที่อิสราเอลต้องเผชิญจากการโจมตีและภัยคุกคามของกลุ่มก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน รวมถึงเหตุการณ์ที่ประชาชนกว่า 1,000 คนถูกสังหารและบาดเจ็บในดือน ต.ค. 2566 “ลองจินตนาการดูว่าถ้าประเทศของคุณต้องเผชิญกับการสูญเสียชีวิตครั้งใหญ่ในวันเดียวถึงพันคน ผู้หญิงถูกล่วงละเมิด และบ้านเรือนถูกทำลาย คุณจะคาดหวังอะไรจากรัฐบาลของคุณ? คุณจะทำอย่างไรเพื่อปกป้องประชาชนของคุณ?”
“เราไม่ได้ต้องการทำสงครามหรือสร้างความขัดแย้ง แต่เราไม่มีทางเลือกอื่น เราต้องปกป้องอนาคตของประเทศและลูกหลานเราให้ปลอดภัย”
ในประเด็นการสื่อสารกับประชาชนไทย เอกอัครราชทูตซากิฟพยายามอธิบายให้เห็นภาพความซับซ้อนของความขัดแย้งครั้งนี้ โดยยอมรับว่าคนไทยบางส่วนอาจมีความเห็นที่แตกต่างกันและแบ่งฝ่าย “เราเข้าใจว่าคนไทยเองก็กังวลและสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ และบางครั้งอาจจะมีความเห็นที่ขัดแย้งกัน แต่ขอให้ลองนึกถึงสถานการณ์จากมุมมองของเรา”
“ลองนึกภาพว่าประเทศเพื่อนบ้านของคุณ หรือประเทศที่อยู่ไม่ไกล กำลังสร้างศูนย์นิวเคลียร์และพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถยิงเข้าประเทศของคุณได้ทั่วทุกจุด คุณคาดหวังให้รัฐบาลของคุณทำอย่างไร? แล้วถ้าคุณตอบคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมา คุณอาจเข้าใจเรามากขึ้น” เอกอัครราชทูตกล่าว และว่า อิสราเอลไม่อาจขออภัยสำหรับการป้องกันตัวเอง
ท้ายที่สุด เอกอัครราชทูตซากิฟ ยังฝากถึงประชาคมโลกและประชาชนไทยว่า “เราต้องเข้าใจว่าอิสราเอลไม่ได้ต้องการสงคราม แต่เราจะปกป้องตัวเองอย่างสุดความสามารถ และหวังว่าชุมชนโลกจะให้การสนับสนุนและเข้าใจเราในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้”
สำหรับ สถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาค หลังการโจมตีเป้าหมายกว่า 100 แห่งในอิหร่าน รวมทั้งโรงงานนิวเคลียร์และฐานทัพขีปนาวุธ อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธหลายระลอกสู่เขตต่าง ๆ ในอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงนี้ยังส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ
อิสราเอลระบุว่า การโจมตีนี้เป็นการป้องกันล่วงหน้าจากแผนลับของอิหร่านในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาและเตือนว่าจะตอบโต้หนักหากชาติตะวันตกเข้ามายุ่งเกี่ยว

