แพทย์เปิดสาเหตุ โรคบ้านหมุน ไม่ใช่แค่เวียนหัวธรรมดา เผยสัญญาณอันตรายต้องรีบรักษา ด้าน ‘แมว จิรศักดิ์’ แชร์ประสบการณ์สุดทรมาน

วันที่ 26 มิ.ย. 2568 ที่ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ “เครือมติชน” พร้อมด้วยพันธมิตรด้านสุขภาพ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เดินหน้าเปิดงานงานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ Thailand Healthcare 2025 ภายใต้ธีม “A Better Life : สร้างสุขทุกช่วงวัย” ระหว่างวันที่ 26-29 มิ.ย. ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น.

ปีนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ฉลองปีที่ 17 เพื่อคนรักสุขภาพในมิติต่างๆ โดยมีกิจกรรมไฮไลต์มากมายตลอดงาน อาทิ โซน3 เมืองสุขภาพ ซึ่งจะเปิดให้บริการตรวจสุขภาพกว่า 60 รายการ โดย 30 โรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ, จุดตรวจพิเศษตา และฟัน, รถตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ มะเร็ง ปอด และฟัน, 30 เวทีกิจกรรมเสวนาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

โดยปีนี้เป็นครั้งแรกที่มีกิจกรรมทอล์กฮีลใจ 2 เวทีเสวนา และกิจกรรมเวิร์กช็อปงานคราฟต์ พร้อมช้อปสินค้าเพื่อสุขภาพจาก 80 ร้านค้า รวมถึงกิจกรรมเพื่อการกุศล Healthcare Charity 2025

ในเวลา 11.45 น. เข้าสู่ช่วง Highlight Talk : ทรงตัวให้ไหว หยุดภัยโรคบ้านหมุน โดยพญ.เกศริน กิตติวรรณวงศ์ แพทย์ชำนาญการ โรคหู โสต ประสาท การได้ยิน และการทรงตัว โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ นายจิรศักดิ์ ปานพุ่ม หรือแมว นักร้องชื่อดัง

พญ.เกศริน กิตติวรรณวงศ์

พญ.เกศริน กล่าวว่า อาการบ้านหมุน (Vertigo) คือ อาการเวียนศีรษะ ทำให้รู้สึกว่าสิ่งรอบตัวหมุนหรือร่างกายตัวเองหมุน ที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบการทรงตัว ซึ่งอาจจะต่างจากอาการเวียนหัวโดยทั่วไปเล็กน้อย และแตกต่างจากอาการมึนในศีรษะ หรือปวดศีรษะ

โดยระบบการทรงตัวของร่างกายมนุษย์ ประกอบด้วยการทำงานของระบบร่างกายทั้ง 3 ระบบ คือ สายตา หูชั้นใน และกล้ามเนื้อข้อต่อและเอ็นทั่วร่างกาย ซึ่งจะทำให้มนุษย์รับรู้การทรงตัวของร่างกายได้ นั่นหมายถึง ทำให้รู้สึกตัวว่านั่งอยู่ ยืนอยู่ การหันซ้าย-ขวา เป็นผลมาจากการทำงานของทั้ง 3 ระบบในร่างกายทำงานร่วมกัน ส่งกระแสสัญญาณไปที่สมอง เพื่อให้เข้าใจว่ากำลังทำท่าทางอะไรอยู่

ดังนั้น เวลาที่มีอาการเวียนศีรษะหรือบ้านหมุน การทรงตัวที่เสียไป อาจจะเป็นปัญหาที่ระบบใดระบบหนึ่งหรือเป็นปัญหาร่วมกันของหลายๆ ระบบในร่างกายก็เป็นไปได้

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระตุ้นก่อให้เกิดโรคบ้านหมุน ได้แก่

1. การขึ้นอยู่กับวัยโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
2. สัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่าทางเร็วๆ เช่น ส่วนใหญ่จะเกิดในท่าลุกขึ้นจากที่นอนเร็วๆ
3. การนอนศีรษะต่ำหรือตะแคงด้านเดียวบ่อยๆ
4. การบาดเจ็บที่ศีรษะ การทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายรุนแรง เช่น กระโดดลงจากที่สูง หันศีรษะเร็วๆ หรือการทำให้ศีรษะได้รับการกระเทือนรุนแรง
5. ความเครียด ความกังวล นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ
6. โรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันโลหิตสูง ปวดศีรษะไมเกรน โรคหัวใจ
7. สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนสูง
8. ภูมิคุ้มกันต่ำ

พญ.เกศริน กล่าวต่อว่า การรักษาโรคบ้านหมุน ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคในการวินิจฉัย โดยแพทย์จะต้องจำแนกโรคก่อนว่าเป็นโรคอะไร บางโรครักษาครั้งเดียวหายขาด บางโรคอาจจะเป็นอาการเรื้อรัง

สัญญาณอันตรายของโรคบ้านหมุนที่ต้องกังวลและให้การดูแลรักษาอย่างฉุกเฉินในภาวะที่ควรรีบมาพบแพทย์ ได้แก่

1. อาการทางระบบประสาท เช่น พูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง มองเห็นภาพซ้อน
2. อาการบ้านหมุนเฉียบพลันและรุนแรง นานหลายชั่วโมง
3. มีโรคประจำตัวที่เพิ่มโอกาสเสี่ยง เช่น Stroke
4. อาการหน้ามืด ใจสั่น เหงื่อออก ตัวเย็น
5. มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง หรือคอแข็ง

พญ.เกศริน กล่าวอีกว่า ยกตัวอย่าง โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน อวัยวะหูชั้นในของคนเรา จะมีเป็นรูปก้นหอย เป็นตัวรับเสียงและการได้ยิน จะอยู่ติดกับท่อ 3 แกนที่เอาไว้รับการทรงตัวเวลาเราหันศีรษะ ซึ่งหากศีรษะได้รับการกระแทกรุนแรง หินปูนที่อยู่ในกระเปาะจะหลุดและกลิ้งเข้าไปในท่อหู

สิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้หินปูนเคลื่อน คือ การเคลื่อนไหวของศีรษะในท่าที่สัมพันธ์กับทิศทางของท่อนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นตำแหน่งเดิมซ้ำ แต่อาจจะเป็นตรงไหนก็ได้ขึ้นอยู่กับการหันศีรษะ แต่โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน ไม่ใช่โรคที่รุนแรงหรือเป็นอันตราย จนทำให้เกิดการอัมพาตหรือจนเสียชีวิต แต่ปัญหาหลักคือ จะต้องจำกัดการทำกิจกรรม เช่น กิจกรรมเคลื่อนไหวมากๆ หรือออกกำลังกายบ่อยๆ แต่ยืนยันว่า โรคนี้สามารถหายได้

พญ.เกศริน กล่าวต่อว่า หากเป็นโรคนี้บ่อยๆ จะเกิดภาวะท่อรับการทรงตัวอ่อนแอมากขึ้น เซนซิทีฟมากขึ้นต่อการหันศีรษะ ดังนั้น การที่จะทำให้หายดีขึ้น อาจจะต้องทำให้แข็งแรงขึ้น เช่น การกายภาพบำบัด หรือออกกำลังกาย เพื่อทำให้ทนทานต่อการเคลื่อนไหวของหินปูนในหูมากขึ้น เราจะไม่มีอาการบ้านหมุน และสามารถหายขาดได้ โดยท่อที่รับการทรงตัวจะอยู่ตามแกนต่างๆ ที่หู เมื่อนอนราบ ตัวท่อจะอยู่ใกล้เตียง หินปูนตะกอนจะหล่นลงไปในท่อตามแรงโน้มถ่วงได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น คนที่เป็นโรคนี้ควรนอนหัวสูง นอนหนุนหมอนสองใบ พยายามอย่านอนตะแคง แต่โดยปกติ คำแนะนำในการนอนหัวสูง จะแนะนำในระยะสั้นๆ ช่วงแรกที่เกิดอาการรุนแรง ประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 1 เดือน และเมื่อหายจากโรคแล้วสามารถกลับมานอนตามปกติได้

พญ.เกศริน กล่าวอีกว่า สำหรับวิธีการรักษาโรคบ้านหมุน ไม่ว่าจะจากสาเหตุใด เช่น โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน และยังมีอีกหลายโรคที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะและบ้านหมุนที่เกี่ยวกับระบบการทรงตัวของหูชั้นใน จะเป็นการออกกำลังกายทำให้หูชั้นในแข็งแรงขึ้น ให้หูชั้นในได้เคลื่อนไหวในท่าทางซ้ำๆ และทำต่อเนื่องนานๆ เหมือนกับการเล่นกล้าม เราต้องยกน้ำหนักทุกวัน

พญ.เกศริน กล่าวต่อว่า หากจะทำให้หูชั้นในแข็งแรงขึ้นนั้น ต้องออกกำลังกายเพื่อบริหารทุกวัน ซึ่งมีหลายวิธีที่แนะนำ คือ การออกกำลังกายฟื้นฟูระบบการทรงตัว หลักการคือ การหันหน้าซ้าย ขวา หน้า หลัง ขึ้น ลง ขยับร่างกายลุก-นั่งอยู่กับที่ การเดินซ้ำๆ ในท่าซ้ำๆไปมา จะทำให้ระบบการทรงตัวของหูชั้นในแข็งแรงขึ้น

“แนะนำสำหรับผู้ที่ไม่ชอบออกกำลังกายท่าทางซ้ำๆ ควรหาการออกกำลังกายในแบบที่ชื่นชอบ เช่น เล่นกีฬา โยคะ พิลาทิส ทำให้เราได้หันศีรษะบ่อยๆ ทำให้ได้วิ่งกับที่ มองขึ้นมองลง เพื่อบริหารหูชั้นใน โดยเริ่มจากกิจกรรมที่ใช้การขยับช้าๆ ทำเป็นประจำ เป็นสัปดาห์ เป็นเดือนจนรู้สึกว่าเวลาเรานอน และลุกขึ้นมาไม่ค่อยมึนศีรษะแล้ว แสดงว่าหูชั้นในของเราเริ่มแข็งแรงแล้ว จึงค่อยกลับไปออกกำลังกายแบบอื่นๆ ได้”

พญ.เกศริน กล่าวอีกว่า ตัวโรคที่เกี่ยวกับโรคบ้านหมุนที่ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตราย ไม่เกี่ยวกับสมองหรือระบบประสาท ส่วนใหญ่เป็นโรคที่สามารถบรรเทาและดีขึ้นได้โดยหลายวิธีการ เช่น การใช้ยา การบริหารร่างกาย แต่จะต้องอาศัยระยะเวลา ค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้น อีกทั้งจะทำให้ตัวเรากลับมาสนใจสุขภาพตัวเองในแง่อื่นๆ มากขึ้นด้วย เพราะการเป็นโรคทุกโรค ไม่ใช่เฉพาะการดูแลร่างกายเท่านั้น จะต้องดูแลเรื่องความคิด จิตใจ ความเครียดด้วย

“แนะนำให้ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม นอกจากเราจะมุ่งเป้าจะต้องรักษาโรคให้หายไป เราจะต้องรักษาสุขภาพร่างกายองค์รวมของเราให้แข็งแรงขึ้น ก็จะสามารถชนะทุกโรคและโรคอื่นๆ ได้ด้วย” พญ.เกศริน กล่าว

ด้าน แมว จิรศักดิ์ หนึ่งในผู้ที่ประสบโรคบ้านหมุน กล่าวว่า เกิดจากการที่ตนร้องเพลงที่ต้องมีการกระโดด กระแทก ซึ่งขณะที่ไปถ่ายรายการ มีการเล่นเพลงของวง Nirvana เป็นวงร็อคที่ตนชื่นชอบ ที่ต้องใช้การกระโดด แต่พอถึงเวลานอนตะแคงช่วงที่เปลี่ยนท่า เกิดอาการบ้านหมุนเหมือนโดนเหวี่ยงในอวกาศ ทรมานมาก จนต้องลุกขึ้นมาและอยู่นิ่งๆ จึงรีบไปพบแพทย์ จึงทราบว่าเป็นโรคบ้านหมุนที่เกิดจากโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน และไหลเข้าไปอุดท่อน้ำในหูตอนที่นอนตะแคง

แมว จิรศักดิ์ แชร์ประสบการณ์โรคบ้านหมุน

แมว จิรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ซ้ำซ้อนคือ แพ้ยาที่รักษาโรคบ้านหมุนทำให้ไม่สามารถทานยาได้ มีอาการผื่นขึ้นและอาจจะนำไปสู่การเสียชีวิตได้ จึงต้องใช้วิธีกายภาพ จำเป็นต้องลดกิจกรรมที่มีการกระแทกหรือหันตัวเร็วๆ ซึ่งตนเป็นหลายรอบมาก ประมาณ 3 ครั้ง จึงต้องหยุดรับงานคอนเสิร์ต และงดออกกำลังกาย ทำให้ไม่มั่นใจในการใช้ชีวิต ตลอดจนทำให้สุขภาพไม่ดีตามมา

“สิ่งที่ตามมาคือ การขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิต เช่น การพักผ่อน แพทย์บอกให้ต้องนอนเอียง 45 องศา จนทำให้ทรมาน ทำให้เกิดการพักผ่อนไม่เพียงพอเพิ่มเข้ามา ทำให้อาการบ้านหมุนไม่หายขาด จึงอยากแนะนำว่า หากเรารักษาได้ถูกต้อง และอยากไม่ต้องเครียดกับการเป็นโรคนี้ ควรพยายามทำจิตใจให้สบายว่า โรคนี้ไม่ได้เป็นตลอดชีวิตและสามารถรักษาให้หายได้ จะทำให้เราพักผ่อนได้โดยไม่ต้องกังวล” นายจิรศักดิ์ กล่าว

สำหรับงาน Thailand Healthcare 2025 ภายใต้ธีม “A Better Life : สร้างสุขทุกช่วงวัย” จัดใหญ่จัดเต็ม 4 วัน ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน ถึง วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2568 ที่ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานีสามย่าน ทางออกที่ 2

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน