แพทย์เผย 3 สาเหตุ เกิดอาการท้องเสียบ่อยกว่าปกติ ในหน้าร้อน หลังเชื้อโรคขยายพันธุ์มหาศาลภายในไม่กี่ชั่วโมง
ช่วงฤดูร้อนผ่านไปครึ่งทางแล้ว หลาย ๆ คนสังเกตไหมว่า ตัวเองอาจมีอาการ “ท้องเสีย” บ่อยขึ้น? ในประเด็นนี้ นายแพทย์หวง ซวน แพทย์เฉพาะทางด้านโรคทรวงอกและเวชบำบัดวิกฤต ได้เขียนบทความเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ระบุว่า
หากในฤดูร้อนไม่ได้ทานอาหารที่ผิดปกติ แต่กลับมีอาการท้องไส้ปั่นป่วน อุจจาระเหลวเป็นน้ำ นั่นอาจเป็นสัญญาณของ “อาหารเป็นพิษ” นายแพทย์หวง ซวน ชี้ว่า “อาหารเป็นพิษ” ฟังดูน่ากลัว และมักทำให้ผู้คนนึกถึงภาพ “อาเจียนและท้องเสียอย่างรุนแรง” หรือ “ต้องเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉิน”
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว อาหารเป็นพิษส่วนใหญ่มักจะแสดงอาการในรูปแบบของอาการท้องเสียเล็กน้อย ทำให้ต้องเข้าห้องน้ำหลายครั้งต่อวัน แม้ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าไม่ได้มีอาการหนักหนาสาหัสอะไร แท้จริงแล้ว สถานการณ์ที่ดูเหมือนไม่รุนแรงนี้ คือ การที่ลำไส้กำลังต่อสู้กับ “ผู้บุกรุก” อย่างดุเดือด!

นายแพทย์หวง ซวน ระบุว่า จากการวิจัย ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมของทุกปีเป็นช่วงที่อาหารเป็นพิษระบาดสูงสุด เนื่องจากแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคส่วนใหญ่จะมีอัตราการแพร่พันธุ์สูงสุดในช่วงอุณหภูมิ 32.2℃ ถึง 43.3℃ นอกจากนี้ ความชื้นที่สูงในฤดูร้อนยังเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบนพื้นผิวอาหารอีกด้วย
นายแพทย์หวง ซวน เผยว่า งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม (ประมาณ 37℃ และมีสารอาหารเพียงพอ) เชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ เช่น อีโคไล (E. coli) สามารถเพิ่มจำนวนเป็นสองเท่าได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที ซึ่งหมายความว่าหลังจาก 1 ชั่วโมง จำนวนแบคทีเรียอาจเพิ่มขึ้นเป็น 8 เท่าของเดิม และหลังจาก 4 ชั่วโมง อาจสูงถึง 4096 เท่า!
ส่วนแบคทีเรียที่ชื่อว่า ซาลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของอาหารเป็นพิษ ชอบสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิ 35℃ ถึง 37℃ โดยมีอัตราการแพร่พันธุ์เร็วที่สุดในช่วงอุณหภูมินี้ งานวิจัยระบุว่า ซาลโมเนลลาเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะกระเพาะและลำไส้อักเสบหลายสิบล้านกรณีทั่วโลกในแต่ละปี และอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายแสนราย แสดงให้เห็นว่าอันตรายของมันไม่ควรมองข้าม

นอกจากนี้ นายแพทย์หวง ซวน ได้ระบุ พื้นที่เสี่ยงและสาเหตุที่ดูเหมือนไม่เป็นอันตราย แต่สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียและอาหารเป็นพิษ ดังนี้
ข้อที่ 1 กับดักความเย็น: ในสภาพอากาศร้อน ผลไม้หั่นรวมริมทาง, สลัด, ยำต่าง ๆ หรือแม้แต่น้ำแข็งในกาแฟหรือชานม ล้วนเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แบคทีเรียได้ง่าย อาหารเหล่านี้มักจะถูกเก็บในอุณหภูมิที่ไม่เย็นเพียงพอ หรือขั้นตอนการเตรียมไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการท้องเสียเมื่อไม่ได้ผ่านความร้อน หากผลไม้ที่หั่นแล้วไม่ได้รับการจัดเก็บในอุณหภูมิต่ำกว่า 5℃ แบคทีเรียจะแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว
ข้อที่ 2 จุดบอดในบ้าน: สถานที่ที่พบอัตราการเกิดอาหารเป็นพิษสูงสุดคือ “บ้าน” หลายครอบครัวมักจะวางอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วทิ้งไว้บนโต๊ะอาหาร โดยคิดว่าการคลุมด้วยฝาครอบก็จะปลอดภัยแล้ว แต่แท้จริงแล้ว แบคทีเรียกำลังแพร่พันธุ์อย่างเงียบ ๆ
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้เตือนไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่ควรวางอาหารทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องนานเกิน 2 ชั่วโมง หากอุณหภูมิสูงกว่า 32℃ ควรลดเวลาลงเหลือ 1 ชั่วโมง และไม่แนะนำให้รับประทานหากเกินกำหนดเวลา
ข้อที่ 3 พฤติกรรมอันตรายที่พบบ่อย ได้แก่
- วางซอสไม่ถูกที่: การวางซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว หรือเครื่องปรุงรสอื่น ๆ ใกล้เตาปรุงอาหาร สภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงจะเร่งการแพร่พันธุ์ของแบคทีเรีย
- แช่แห้งนานเกินไป: การแช่เห็ดหูหนู ฟองเต้าหู้ หรือวัตถุดิบแห้งอื่น ๆ ทิ้งไว้ทั้งวัน เป็นการเปิดโอกาสให้แบคทีเรียมีเวลาแพร่พันธุ์อย่างเต็มที่
- ข้าวเหลือรอทานมื้อหน้า: การวางข้าวที่ปรุงสุกแล้วทิ้งไว้ในหม้อหุงข้าวที่อุณหภูมิอุ่นนานเกินไป หรือไม่นำเข้าตู้เย็นทันที
- แยกของดิบของสุกไม่ชัดเจน: การใช้เขียงและมีดร่วมกันระหว่างอาหารดิบและอาหารสุก ทำให้เกิดการปนเปื้อนข้ามของแบคทีเรียจากอาหารดิบไปสู่อาหารสุก
- ละลายน้ำแข็งที่อุณหภูมิห้อง: การนำเนื้อสัตว์มาละลายน้ำแข็งที่อุณหภูมิห้อง ทำให้แบคทีเรียแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วในระหว่างกระบวนการละลาย
- เห็นราแล้วยังกิน: การตัดส่วนที่ขึ้นราของผลไม้ออกไปบางส่วน แล้วยังรับประทานส่วนที่เหลืออยู่ ทั้งที่สารพิษจากเชื้อราอาจซึมซาบไปทั่วทั้งผลแล้ว

นายแพทย์หวง ซวน เตือนว่า หากต้องการปกป้องสุขภาพทางเดินอาหารในช่วงฤดูร้อน ควรนำอาหารที่เหลือจากการรับประทานอาหารเข้าตู้เย็นโดยเร็วที่สุด พยายามอย่าทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องนานเกิน 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ เมื่อนำอาหารกลับมาอุ่นใหม่ จะต้อง “อุ่นให้ทั่วถึง” โดยพลิกอาหารบ่อย ๆ ในระหว่างการอุ่น เพื่อให้แน่ใจว่าอุณหภูมิใจกลางอาหารถึงระดับที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อย่างเพียงพอ
ในการเลือกซื้อเครื่องดื่มเย็นหรืออาหารเย็น ควรเลือกจากร้านค้าที่มีชื่อเสียงและมีใบอนุญาตที่ถูกต้อง หากพบว่า ลำไส้มีความอ่อนไหวหรือท้องเสียบ่อยในช่วงนี้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเย็นและอาหารเย็นชั่วคราว ยิ่งไปกว่านั้น แนะนำให้ซื้อผลไม้ที่เป็นลูกหรือผลที่สมบูรณ์
หลีกเลี่ยงการซื้อผลไม้หั่นรวม เนื่องจากพื้นผิวของผลไม้ที่หั่นแล้วจะปนเปื้อนแบคทีเรียได้ง่ายกว่า สำหรับเนื้อสัตว์ที่ต้องละลายน้ำแข็ง หรือวัตถุดิบแห้งที่ต้องแช่น้ำ ควรนำไปละลายน้ำแข็งหรือแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างช้า ๆ หลีกเลี่ยงการทำที่อุณหภูมิห้องโดยตรง