หมอเจด เผย 5 มะเร็งยอดฮิตที่ป้องกันได้ เพราะเกิดจากเชื้อที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด แนะ วิธีดูแลตัวเอง

นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เฟซบุ๊ก “หมอเจด” ระบุข้อความว่า 5 มะเร็งยอดฮิตที่ป้องกันได้ เพราะเกิดจากเชื้อที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

1.มะเร็งปากมดลูก มะเร็งที่ป้องกันได้ง่ายที่สุด ถ้ารู้จัก HPV ให้ดีพอ

ต้นเหตุหลักคือเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นตัวการกว่า 70% ของมะเร็งปากมดลูกทั้งหมด แต่ที่เหลือก็มาจากการติดเชื้อ HPV เช่นกันนะครับ แต่แค่เป็นสายพันธุ์อื่น

การติดต่อ : HPV ติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ แม้ไม่สอดใส่ก็ยังมีโอกาสติด โดยเฉพาะในคนที่มีคู่นอนหลายคน และไม่มีการป้องกัน

ใช้เวลากี่ปีถึงเป็นมะเร็ง? จากงานวิจัย พบว่าโดยเฉลี่ย 10–15 ปีหลังจากติดเชื้อ HPV ร่างกายจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากเซลล์ปกติ → เซลล์ผิดปกติ → มะเร็ง

การป้องกัน :

  • ฉีดวัคซีน HPV ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ จะมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปกติแล้วเริ่มฉีดในเด็ก ป. 5 แต่ก็ไม่ได้แปลว่าถ้าเคยมีเพศสัมพันธ์แล้วจะไม่เวิร์ก ซึ่งปัจจุบันแนะนำให้ฉีดได้เลยครับโดยที่ไม่จำเป็นต้องตรวจก่อน
  • ใช้ถุงยางอนามัย
  • ตรวจคัดกรองเป็นประจำ

การตรวจ :

  • Pap smear ปีละครั้ง
  • HPV DNA test ทุก 3–5 ปี

ดูแลตัวเอง : หากตรวจพบความผิดปกติระยะเริ่มต้น แพทย์สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการตัดเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ หรือใช้ความร้อน/ความเย็นจี้

2.มะเร็งกระเพาะอาหาร อย่าปล่อย H. pylori อยู่ในท้องนานจนกลายเป็นระเบิดเวลา

เชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งกระเพาะอาหารชนิด non-cardia โดยก่อให้เกิดแผลเรื้อรัง → อักเสบ → เซลล์ผิดปกติ

การติดเชื้อนี้ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารทั้งหมด แต่มะเร็งกระเพาะอาหารเกือบ 90% เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อใน

การติดต่อ : ผ่านน้ำลาย น้ำดื่ม อาหารปนเปื้อน และการใช้ช้อนหรือภาชนะร่วมกัน ซึ่งส่วนใหญ่เชื้อนี้มาจากอาหารหรือน้ำที่ไม่สะอาด บางคนก็บอกว่าเกิดจากการทานอาหารค้างคืนได้เหมือนกัน

ใช้เวลากี่ปีถึงเป็นมะเร็ง? การติดเชื้อ H. pylori อาจใช้เวลาเฉลี่ย 20–30 ปี กว่ากระเพาะจะกลายสภาพเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะในคนที่ไม่ได้รับการรักษา ซึ่งการติดเชื้อนี้ อาการจะคล้ายคนเป็นโรคกระเพาะอาหารเลยครับ

การป้องกัน :

  • หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง รมควัน เค็มจัด
  • รักษาความสะอาดในการกินอยู่
  • ตรวจรักษาเมื่อมีอาการแสบจุกเรื้อรัง

การตรวจ :

  • Urea breath test
  • ตรวจอุจจาระหาแอนติเจน
  • ส่องกล้อง + ตัดชิ้นเนื้อ

ดูแลตัวเอง : หากพบเชื้อ ควรรักษาด้วยยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรดเพื่อให้การกำจัดเชื้อมีประสิทธิภาพ

3.มะเร็งตับ ติดไวรัสวันนี้ อาจกลายเป็นมะเร็งในอีก 2 ทศวรรษข้างหน้า

ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และซี (HCV) ทำให้ตับอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นพังผืด (fibrosis) → ตับแข็ง → มะเร็ง

การติดต่อ :

  • HBV ติดจากแม่สู่ลูก การมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน และเลือดปนเปื้อน
  • HCV มักติดผ่านเลือด เช่น เข็มฉีดยา

ใช้เวลากี่ปีถึงเป็นมะเร็ง? ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับ ใช้เวลาเฉลี่ย 20–30 ปีจึงเกิดมะเร็ง หากไม่ได้รักษาหรือเฝ้าระวัง

การป้องกัน :

  • ฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
  • มีเพศสัมพันธ์แบบป้องกัน
  • ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น

การตรวจ :

  • HBsAg, Anti-HCV, ค่า ALT/AST
  • AFP (Alpha-Fetoprotein)
  • Ultrasound ตับ

ดูแลตัวเอง : ผู้เป็นพาหะควรติดตามค่าตับทุกปี และงดแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด รวมไปถึงระวังเรื่องของไขมันพอกตับจากการรับประทานอาหารด้วย

4.มะเร็งท่อน้ำดี จากปลาร้าดิบ สู่พยาธิ สู่มะเร็ง

พยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis viverrini) พบมากในภาคอีสาน มักติดจากการกินปลาน้ำจืดดิบหรือหมักไม่สุก เช่น ปลาร้าดิบ จ่อม

การติดต่อ : จากการกินปลาน้ำจืดดิบที่มีตัวอ่อนของพยาธิ โดยไม่ได้ปรุงสุกแล้วก็เริ่มมีการติดเชื้อ อย่าไปคิดว่าเราจะต้องกินแบบโอมากาเสะนะครับ

ใช้เวลากี่ปีถึงเป็นมะเร็ง? ใช้เวลานานมาก โดยเฉลี่ย 30–40 ปี ตั้งแต่ติดพยาธิจนเป็นมะเร็งท่อน้ำดี

การป้องกัน :

  • งดอาหารดิบจากปลาน้ำจืดโดยสิ้นเชิง
  • กินปลาที่ปรุงสุกเท่านั้น

การตรวจ :

  • ตรวจไข่พยาธิในอุจจาระ
  • ตรวจเลือด CA 19-9 ไม่ได้เป็นการตรวจวินิจฉัยแต่อาจจะเป็นการตรวจเพื่อหาดูแนวทางว่าเรามีความเสี่ยงหรือเปล่า
  • อัลตราซาวด์ตับและท่อน้ำดี

ดูแลตัวเอง : หากพบพยาธิควรได้รับยาฆ่าพยาธิอย่างถูกต้อง และตรวจตับทุกปี โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง

5.มะเร็งโพรงจมูก มะเร็งแห่งเอเชียที่มี EBV อยู่เบื้องหลัง
Epstein–Barr Virus (EBV) คือไวรัสในกลุ่ม herpes ที่พบในผู้ใหญ่เกือบทุกคน และเชื่อมโยงกับมะเร็งโพรงจมูกอย่างชัดเจน

การติดต่อ : ผ่านน้ำลาย การจูบ ใช้แก้วหรือช้อนร่วมกัน

ใช้เวลากี่ปีถึงเป็นมะเร็ง? โดยเฉลี่ย 15–20 ปีหลังติดเชื้อ EBV หากมีปัจจัยกระตุ้น เช่น สารก่อกลายพันธุ์ในอาหารหมักดองจัด หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง

การป้องกัน :

  • รักษาสุขอนามัยปากและจมูก
  • เลี่ยงอาหารดองเค็มจัด
  • อย่าใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น

การตรวจ :

  • ตรวจ EBV DNA
  • ส่องกล้อง + Biopsy
  • CT หรือ MRI

ดูแลตัวเอง : หากมีอาการเลือดกำเดาเรื้อรัง ปวดหู คัดจมูกข้างเดียว ควรพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของมะเร็งโพรงจมูก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน