อันตรายหน้าฝน! โรคไข้ดิน (Melioidosis) คืออะไร อาการ-สาเหตุติดเชื้อมาจากไหน แนะวิธีป้องกัน หลังระบาดหนัก ดับแล้ว 92 ราย
หลังกรมควบคุมโรค รายงานว่า มีประชาชนป่วยเป็น โรคเมลิออยโดสิส หรือ โรคไข้ดินแล้ว จำนวน 2,036 ราย เสียชีวิต 92 ราย อัตราป่วยตายอยู่ที่ 4.52% โดยผู้ป่วยพบมากในอาชีพเกษตรกร และรับจ้างทั่วไป พบผู้ป่วยได้ทั่วประเทศ แต่จะสูงสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลใจเป็นจำนวนมาก
ทีมข่าวสดจะขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโรคไข้ดินทั้งสาเหตุ อาการ วิธีการรักษา และวิธีการป้องกัน โดย “ไข้ดิน” หรือโรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ต้องเฝ้าระวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ซึ่งเชื้อจะปะปนอยู่ในดินและน้ำ

โรคไข้ดิน (Melioidosis) เกิดจากแบคทีเรียชื่อ Burkholderia pseudomallei ที่พบได้ทั่วไปในเขตร้อนชื้น รวมถึงประเทศไทยด้วย ผู้คนสามารถติดเชื้อเมลิออยโดซิสเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ได้แก่
- การสัมผัสโดยตรง: สัมผัสดินหรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน โดยเฉพาะหากมีบาดแผลที่ผิวหนัง
- การหายใจ: สูดหายใจเอาฝุ่นละอองจากดินหรือละอองน้ำที่มีเชื้อเจือปนเข้าไป
- การรับประทาน: ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ
- การแพร่จากสัตว์: สัมผัสกับสัตว์ที่มีเชื้ออยู่ภายในร่างกาย เช่น แกะ, แพะ, หมู, หมูป่า, หมูป่า, ม้า, แมว และสุนัข เป็นต้น
อาการและสัญญาของโรคไข้ดิน (Melioidosis) มีความหลากหลายขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ติดเชื้อและภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย โดยอาการทั่วไปมักจะแสดงออกหลังติดเชื้อประมาณ 1 – 21 วัน บางรายอาจมีอาการเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปีหลังจากสัมผัสโรค และอาจคล้ายกับโรคติดเชื้ออื่น ๆ เช่น
- มีไข้สูงเฉียบพลัน
- ปวดศีรษะ
- อาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตามตัว
- อาการที่ปอด เช่น ไอ มีเสมหะ และหายใจลำบาก
- เกิดฝีหนองตามผิวหนัง หรือเป็นแผลเรื้อรัง
อย่างไรก็ตาม หากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด (ภาวะโลหิตเป็นพิษ) ความดันโลหิตต่ำ ช็อก และเสียชีวิตได้ โดยผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, โรคไตเรื้อรัง, โรคตับ, โรคปอดเรื้อรัง, ธาลัสซีเมีย หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อและมีอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป

ตามรายงานของ CDC ไม่ว่าจะเพิ่งป่วยเป็นโรคเมลิออยโดสิสหรือเป็นมานาน โรคนี้สามารถส่งผลกระทบต่อระบบอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย (การติดเชื้อแบบแพร่กระจาย) ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับตับ ม้าม ต่อมลูกหมาก ข้อต่อ กระดูก ต่อมน้ำเหลือง ผิวหนัง หรือสมอง
แนวทางการรักษา โรคไข้ดินสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ การรักษาจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลักโดยพิจารณาจากความรุนแรงของการติดเชื้อ:
ระยะแรก: แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำเป็นเวลาอย่างน้อย 2 – 8 สัปดาห์ เพื่อกำจัดเชื้อจำนวนมากในร่างกาย
ระยะต่อเนื่อง: หลังจากนั้น แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน (ยาเม็ด) ต่ออีกเป็นระยะเวลา 3 – 6 เดือน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

วิธีการป้องกัน เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ การป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับดินและน้ำ เช่น เกษตรกร หรือมีงานอดิเรกที่อาจทำให้สัมผัสกับดินหรือน้ำที่ปนเปื้อน มีดังนี้:
- สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน: สวมรองเท้าบูทและถุงมือยางเมื่อต้องเดินลุยน้ำหรือทำงานในดิน
- ทำความสะอาดร่างกายทันที: ล้างมือและเท้าด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดทันทีหลังจากสัมผัสกับดินหรือน้ำ
- ทำความสะอาดบาดแผล: หากมีบาดแผล ควรทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดและยาฆ่าเชื้อทันที และปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ
- ดื่มน้ำสะอาด: ดื่มน้ำที่ผ่านการต้มสุกหรือน้ำสะอาดที่ผ่านการกรองเท่านั้น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดินหรือน้ำในช่วงที่มีฝนตกหนักหรือหลังน้ำท่วม
หากมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว หรือมีอาการน่าสงสัยอื่น ๆ ควรรีบไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสกับดินหรือน้ำให้แพทย์ทราบทันที เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่รวดเร็วและถูกต้อง