ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา “มาเก๊า” เมืองเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำเพิร์ล ได้กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางความบันเทิงระดับโลกที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกใฝ่ฝันจะมาเยือน ความสำเร็จนี้มิใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและการลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน เมื่อปี 2001 มาเก๊าเปิดเสรีอุตสาหกรรมคาสิโน นับแต่นั้นมา การเติบโตของเมืองนี้เหมือนจรวดที่พุ่งทะยานอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
มาเก๊า: เมืองที่ “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” คือหัวใจของเศรษฐกิจ
มาเก๊าเป็นเมืองที่เศรษฐกิจพึ่งพิง เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ และคาสิโน อย่างลึกซึ้ง โดยข้อมูลล่าสุดเผยว่าอุตสาหกรรมนี้สร้างรายได้มากกว่า 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของมาเก๊า และหากย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1960 พบว่ากว่าครึ่งของรายได้อย่างเป็นทางการของมาเก๊ามาจากการพนัน
ไม่เพียงเท่านั้น รายได้จากนักท่องเที่ยวในมาเก๊า 90% เกิดจากการใช้จ่ายในเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของธุรกิจนี้ที่มีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวของเมือง
สร้างความมั่นคง ด้วยการลงทุน รีด ภาษี 40% เข้ารัฐ
มาเก๊ามีโต๊ะพนันทั้งหมดประมาณ 6,000 โต๊ะ และเครื่องสล็อตประมาณ 12,000 เครื่อง ซึ่งเป็นจำนวนที่ใหญ่และมีมาตรฐานสูง เทียบได้กับศูนย์กลางคาสิโนระดับโลก
ภาษีที่เก็บจากผู้ประกอบการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และคาสิโนในมาเก๊าประกอบด้วยสองส่วนหลัก คือ ส่วนคงที่ และส่วนผันแปร โดยส่วนผันแปรนั้นจะเก็บในอัตราร้อยละ 35 จากรายได้รวมจากการเล่นเกม นอกจากนี้ ยังมีการจัดเก็บเพิ่มอีก 2% และ 3% สำหรับกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจตามลำดับ รวมแล้วภาษีสูงสุดถึง 40%
นอกจากนี้ ยังมีค่าธรรมเนียมเฉพาะแต่ละโต๊ะเกม ทั้งโต๊ะวีไอพี โต๊ะธรรมดา และเครื่องสล็อต ซึ่งระบบภาษีนี้ช่วยให้รายได้จากภาษีเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และคาสิโน เป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาลมาเก๊า ทั้งยังสร้างความโปร่งใสและความมั่นคงทางการเงินแก่ภาคการเล่นพนัน
นอกเหนือจากรายได้จากภาษี และการท่องเที่ยว อีกสิ่งสำคัญที่ทำให้มาเก๊าพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด คือเม็ดเงินมหาศาลจากการลงทุนของเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ยักษ์ใหญ่ ที่แต่ละเจ้านำเงินมหาศาลหลายแสนล้านมาลงทุนในแต่ละโปรเจ็กต์ และแน่นอนว่า การลงทุนนี้ ไม่ใช่การลงทุนเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง ตลอดอายุของใบอนุญาต ถ้าหากทำได้ดี ทำถึง ย่อมมีผลต่อการขอใบอนุญาตในรอบหน้า
สัดส่วนรายได้: ใครคือเจ้าตลาด?
ข้อมูลล่าสุดจากไตรมาส 3 ปี 2024 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มธุรกิจ Sands China ครองตลาดรายได้สูงสุดถึง 24.5% ตามมาด้วย Galaxy ที่ 19.1% ส่วนบริษัทอื่นอย่าง MGM, Melco และ SJM มีสัดส่วนรายได้ในช่วง 14% ใกล้เคียงกัน ขณะที่ Wynn อยู่ในอันดับสุดท้ายที่ 12.8%
นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด
หลังการเปิดโรงแรมคาสิโนใหม่ๆ และจีนคลายข้อจำกัดด้านการเดินทาง นักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 9.1 ล้านคนในปี 2000 เพิ่มขึ้นเป็น 18.7 ล้านคนในปี 2005 และ 22 ล้านคนในปี 2006 โดยกว่า 50% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดมาจากจีนแผ่นดินใหญ่และ 30% มาจากฮ่องกง
มาเก๊าถือเป็นสถานที่เล่นพนันที่มีราคาสูงที่สุดแห่งหนึ่ง โต๊ะพนันในคาสิโนใหญ่ 13 แห่งมีขั้นต่ำในการเดิมพันอยู่ที่ประมาณ 500 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 2,000 บาท) ซึ่งถือว่าสูงกว่าคาสิโนหลายแห่งทั่วโลก
ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องพนันอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขั้นต่ำการเดิมพันต่ำกว่า เช่น 20-50 ดอลลาร์ฮ่องกง (80-200 บาท) แต่ความนิยมยังคงน้อย เนื่องจากประสบการณ์การเล่นที่จำกัดและความสนุกที่แตกต่างจากการพนันแบบดั้งเดิม
มาเก๊ายังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจีนในฐานะจุดซื้อสินค้าหรูหราที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น เครื่องสำอาง เครื่องประดับ และแฟชั่นแบรนด์เนม การค้าปลีกในกลุ่มสินค้าหรูจึงเฟื่องฟูไปพร้อมกับธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์
บิ๊กโฟร์มาเก๊า กับเมกะโปรเจ็กต์แสนล้าน
4 บริษัทหลักที่เป็นผู้นำตลาดในมาเก๊า คือ Galaxy Entertainment Group, Sands, MGM China Holdings และ Wynn Resorts แต่ละรายมีเอกลักษณ์และจุดแข็งเฉพาะตัวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ให้เดินทางเข้ามาที่มาเก๊า
1. Galaxy Entertainment Group มุ่งเน้นการสร้างโอเอซิสความหรูหรากลางเมืองที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มลูกค้า จุดเด่นคือมีโรงแรมหรูถึง 9 แห่ง รวมมากกว่า 5,000 ห้อง ตอบโจทย์ทุกกลุ่มลูกค้า พร้อมพื้นที่สำหรับกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่สวนน้ำสำหรับเด็กไปจนถึงศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ Galaxy ได้ประกาศการลงทุนเพิ่มเติมมากกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์ (113,500 ล้านบาท) สำหรับเฟสการพัฒนาที่ไม่เกี่ยวกับการพนัน เช่น ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรม ศูนย์ประชุม
การดำเนินธุรกิจของ Galaxy Entertainment Group สนับสนุน นโยบายของรัฐบาลมาเก๊า ในการพัฒนาเมืองให้เป็น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสันทนาการระดับโลก มุ่งมั่นที่จะเป็น ผู้นำด้านความบันเทิงและการบริการระดับโลก พร้อมทั้งสนับสนุนการเติบโตของมาเก๊าในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีการจ้างงานมากกว่า 18,000 ตำแหน่ง สร้างงานจำนวนมากให้กับท้องถิ่น
2.Sands China เป็นบริษัทดำเนินธุรกิจระดับโลกในหลายประเทศ ทั้ง สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ มาเก๊า นำแนวคิด “เมืองจำลอง” ด้วยธีมและบรรยากาศที่จำลองเมืองต่างๆ ทั่วโลก เช่น เวนิส ปารีส และลอนดอน มีร้านค้าหรูและกิจกรรมครอบครัวหลากหลาย อีกทั้งมีมาตรการดูแลนักพนันอย่างเข้มงวด Sands China ทุ่มงบประมาณมหาศาล ในธุรกิจที่ไม่ใช่คาสิโน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ศูนย์ประชุม ฮอลล์คอนเสิร์ต ศูนย์ประชุม รองรับนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบ
Sands China เป็น นายจ้างเอกชนรายใหญ่ที่สุดในมาเก๊า โดยมีพนักงานกว่า 27,000 คน
3. MGM China Holdings เด่นเรื่องเทคโนโลยีและการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มีพิพิธภัณฑ์และโชว์ที่ผสมผสานเทคโนโลยี AI กับศิลปะ พร้อมสนับสนุน SMEs และสังคมท้องถิ่น MGM ทั้งยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เปิดสาขาวิชาเทคโนโลยีเธียเตอร์ รองรับนักศึกษาที่จบมาทำงานในเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่ผ่านมา MGM ได้ลงทุนในโครงการพัฒนารีสอร์ทและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่เกี่ยวกับการพนันไปแล้วมากกว่าแสนล้านบาท
ความโดดเด่นอีกประการของ MGM คือพิพิธภัณฑ์ Poly MGM Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ร่วมมือกับ Poly Culture Group รวบรวมศิลปวัตถุ วัตถุโบราณอันล้ำค่า ของจีน เปิดให้เข้าชมฟรี
MGM China เป็นหนึ่งในนายจ้างรายใหญ่ในมาเก๊า โดยมีพนักงานมากกว่า 10,000 คน ในรีสอร์ทของบริษัท บริษัทมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการพัฒนาโครงการที่ไม่เกี่ยวกับการพนันเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของมาเก๊า
4.Wynn Resorts มีจุดขายคือสุดยอดความหรูหราระดับวีไอพี ที่มุ่งเน้นการบริการระดับพรีเมียม มีการสร้างแหล่งท่องเที่ยวดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดดเด่นด้วยการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด Wynn Resorts ยังมีแผนพัฒนาโครงการมูลค่ากว่าแสนล้านบาทในอีก 10 ปีข้างหน้า นอกจากที่มาเก๊า Wynn Resorts กำลังพัฒนาโครงการ Wynn Al Marjan Island ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก

ความปลอดภัย และความรับผิดชอบของการดำเนินธุรกิจ
การที่มาเก๊าสามารถรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ได้อย่างยั่งยืน ส่วนหนึ่งมาจากบทบาทของหน่วยงานอย่าง DICJ (Gaming Inspection and Coordination Bureau) ซึ่งควบคุมทุกการเคลื่อนไหวของคาสิโน ตั้งแต่การขออนุญาตเคลื่อนย้ายโต๊ะเกม ไปจนถึงการตรวจสอบกล้องวงจรปิดแบบเรียลไทม์เพื่อป้องกันปัญหาการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
ที่น่าทึ่งคือ เจ้าหน้าที่ในเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ รายหนึ่ง ยังได้บอกว่า ความปลอดภัยภายในคาสิโนหลายแห่งในมาเก๊า อาจสูงกว่าการไปเดินบนท้องถนนด้วยซ้ำ ด้วยระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง และโครงสร้างการกำกับดูแลที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถกระทำการใด ๆ ได้โดยไม่แจ้งต่อ DICJ
เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แต่ละแห่ง ยังต้องจัดทีมดูแล คอยสอดส่องหรือให้คำปรึกษา กับผู้เล่นที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหา อย่างการติดพนัน ระบบนี้เป็นสิ่งจำเป็น ที่ช่วยป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดเมื่อนักท่องเที่ยวเริ่มถลำไปกับเกมในมาเก๊า
บทเรียนสำหรับประเทศไทย: พร้อมแล้วหรือยัง?
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเสนอแนวคิดที่จะพัฒนาเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เพื่อเพิ่มรายได้และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มากขึ้น แต่จากกรณีศึกษาของมาเก๊า จะเห็นว่าการเติบโตดังกล่าวต้องมาพร้อมกับนโยบายที่ชัดเจนและการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด
ปัจจัยสำคัญที่ไทยต้องพิจารณา คือความพร้อมด้านนโยบายและกฎหมาย การออกแบบโครงสร้างภาษีและกฎหมายควบคุมที่เหมาะสม รวมถึงมาตรการป้องกันปัญหาการติดการพนัน
ในส่วนของความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและมาเก๊า อาจทำให้โมเดลการพัฒนาและการบริหารจัดการต้องปรับให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย ในด้านความปลอดภัย แน่นอนว่าระบบตรวจสอบและควบคุมที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการฟอกเงินและกิจกรรมผิดกฎหมายอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำอย่างรัดกุมสูงสุด
อนาคตของไทยในเวทีความบันเทิงระดับโลกขึ้นอยู่กับความสามารถในการวางนโยบายที่สมดุล ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความรับผิดชอบทางสังคม และการคุ้มครองประชาชน
มาเก๊าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสำเร็จที่มาพร้อมกับความท้าทาย และเป็นบทเรียนล้ำค่าที่ประเทศไทยสามารถนำมาใช้วางรากฐานสำหรับการพัฒนาเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ของตนเองได้






