หมอเจด เผย “เวียนหัว บ้านหมุน” เป็นโรคอะไร ป้องกันได้ไหม เปิดสาเหตุที่เจอบ่อยสุด มี 2 โรค อาการคล้ายกันแต่วิธีดูแลต่างกันคนละเรื่อง เผย สิ่งที่ไม่ควรทำเลย

วันที่ 4 ก.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ “หมอเจด” ระบุว่า “เวียนหัว บ้านหมุน” เป็นโรคอะไร ป้องกันได้ไหม มาดู โดยหมอเจด อธิบายเพิ่มเติมว่า

ถ้าเคยมีอาการแบบนี้ คุณจะรู้เลยว่ามันไม่ใช่เวียนหัวธรรมดา แต่เป็นความรู้สึกโลกหมุนติ้ว ๆ ทั้งที่ทำแค่ลุกขึ้นนั่งหรือหันหัวเร็ว ๆ เอง อาการแบบนี้มีได้หลายสาเหตุ ที่เจอบ่อยสุดคือ “หินปูนในหูหลุด” กับ “โรคน้ำในหูไม่เท่ากันจริง ๆ” (เมเนียร์) ซึ่งสองโรคนี้แม้อาการจะคล้ายกัน แต่สาเหตุและวิธีดูแลต่างกันแบบคนละเรื่อง

วันนี้หมอจะเล่าให้ฟัง ให้เข้าใจว่า หินปูนในหูกับน้ำในหูไม่เท่ากันคืออะไร สังเกตอาการยังไง ป้องกันได้แค่ไหน และอาการแบบไหนต้องรีบไปหาหมอทันที

1.หินปูนในหูคืออะไร ทำไมเม็ดจิ๋วทำให้เวียนหัวโลกหมุน

ในหูชั้นในของเรามีระบบที่ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัว หรือเรียกว่า Vestibular system ซึ่งจะมีเม็ดแคลเซียมเล็ก ๆ ชื่อ Otoconia อยู่ ทำหน้าที่เหมือนลูกตะกั่วเล็ก ๆ ช่วยบอกสมองว่าเรากำลังเอียง หัน หรือเคลื่อนไหวยังไง

ทีนี้ปัญหาคือ บางทีหินปูนพวกนี้ดัน “หลุด” เข้าไปในท่อกึ่งวงกลม (Semicircular canal) พอเราขยับหัว มันไปกวนของเหลวในหู ทำให้สมองรับสัญญาณผิดปกติ จึงเกิดอาการเวียนหัวแบบโลกหมุนทันที ภาวะนี้เรียกว่า BPPV (Benig Paroxysmal Positional Vertigo) หรือที่หลายคนเข้าใจว่า “น้ำในหูไม่เท่ากัน”

2.แล้ว “น้ำในหูไม่เท่ากัน” จริง ๆ คือโรคอะไร

คำนี้เป็นคำที่คนไทยชอบใช้ แต่ถ้าในทางหมอ ส่วนใหญ่หมายถึง โรคเมเนียร์ (Meniere’s Disease) เกิดจากน้ำในหูชั้นในเยอะเกินไป ทำให้เกิดแรงดันผิดปกติ ระบบทรงตัวรวน การได้ยินก็รวนตามไปด้วย

อาการหลัก ๆ ของน้ำในหูไม่เท่ากัน

  • เวียนหัวแบบโลกหมุน หมุนแรงจนลืมตาไม่ไหว
  • มีเสียงวิ๊ง ๆ หรืออื้อในหู
  • การได้ยินลดลงชั่วคราว ถ้าเป็นบ่อย ๆ อาจหูตึงถาวร
  • คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก

ต่างจาก BPPV ตรงที่อันนี้เกิดจาก “แรงดันน้ำในหูรวน” ส่วนหินปูนในหูคือ “เม็ดแคลเซียมหลุด” แต่เพราะอาการเวียนหัวคล้ายกัน

3.อาการไหนปลอดภัย อาการไหนต้องรีบไปหาหมอ

สองโรคนี้แม้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่มีบางอย่างที่ต้องสังเกต เพราะบางครั้งอาการเวียนหัวแบบนี้ดันไปคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ได้

อาการที่มักเป็นแค่จากหู

  • เวียนหัวเวลาขยับหัวหรือเปลี่ยนท่า
  • โลกหมุนแบบจริง ๆ ไม่ใช่แค่โคลง ๆ
  • คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
  • ไม่มีอาการแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด

อาการที่ควรไปโรงพยาบาลด่วน

  • เวียนหัวร่วมกับปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาไม่มีแรง → อาจเป็นสโตรก
  • เวียนหัวรุนแรงเฉียบพลัน แบบไม่เคยเป็นมาก่อน
  • การได้ยินหายไปทันที หรือหูหนวกฉับพลัน
  • ปวดหู มีหนอง หรืออาการติดเชื้อ

แต่ถึงยังไงก็แนะนำว่า ไม่ว่าอาการแบบไหนก็ควรจะไปตรวจที่โรงพยาบาลนะ

4.ป้องกันยังไง

หินปูนในหูบางทีเกิดแบบไม่มีสาเหตุ แต่จะเจอบ่อยในคนอายุ 40-60 หรือหลังหัวกระแทก
ส่วนน้ำในหูไม่เท่ากันจะเกี่ยวกับพันธุกรรม ความเครียด อาหารเค็ม คาเฟอีน ฯลฯ

วิธีดูแลลดความเสี่ยง

  • ลดเค็ม เกลือเยอะทำให้คุมน้ำในร่างกายไม่ดี น้ำในหูแปรปรวนง่าย
  • ลดคาเฟอีนและแอลกอฮอล์: ของพวกนี้กระตุ้นระบบทรงตัว
  • ดื่มน้ำพอดี ๆ ขาดน้ำหรือมากเกินก็รวนได้
  • พักผ่อนพอ ๆ นอนน้อย เครียด ระบบประสาทจะไวขึ้น ทำให้เวียนหัวง่าย
  • ขยับร่างกาย ฝึกการทรงตัว สมองจะได้ปรับตัว ลดโอกาสเวียนหัวซ้ำ

5.ถ้าเป็นแล้วทำไง? หายเองไหม

  • หินปูนในหู (BPPV) : ส่วนใหญ่รักษาด้วยการทำท่าบริหารศีรษะให้หินปูนกลับบ้าน เช่นท่า Epley maneuver ไม่ต้องพึ่งยาเยอะ ถ้าทำถูกอาการมักหายใน 1–2 วัน แต่บางคนอาจวนกลับมาเป็นซ้ำ
  • น้ำในหูไม่เท่ากัน : ต้องคุมอาหาร ลดเกลือ ใช้ยาขับน้ำหรือยาคลายเวียนหัวตอนกำเริบ และคอยเช็กการได้ยิน เพราะถ้าเป็นบ่อย ๆ หูอาจตึงถาวรได้

สิ่งที่ไม่ควรทำเลยคือ

  • ฝืนขับรถหรือทำงานที่เสี่ยงตอนเวียนหัว
  • กินยาคลายเวียนหัวพร่ำเพรื่อแบบไม่รู้สาเหตุ เพราะอาจปิดบังโรคอื่น

เรื่องเวียนหัวโลกหมุนไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ และไม่ใช่แค่ “น้ำในหูไม่เท่ากัน” เสมอไป บางครั้งเป็นแค่หินปูนในหูหลุด และบางครั้งก็เป็นสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองที่ห้ามชะล่าใจเด็ดขาด สิ่งสำคัญคือ อย่ามองข้ามอาการเวียนหัว อย่าเดาเอง และอย่ารอจนหนัก แนะนำว่าอาการแบบไหน ก็ควรรีบไปโรงพยาบาลนะ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน