เจ้าของร้านทุเรียนขอนแก่นสุดงง โดนอายัดบัญชี 1.69 แสนพบโยงบัญชีม้าที่โอนมาเพียง 16,000 แถมเป็นคนละบัญชีอีกด้วย แบงก์บอก 3 วันแต่ 7 วันยังไม่ปลดอายัด ทำเดือดร้อนหนัก
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Wiparat Khunart (ร้านทุเรียนพบรัก)” ได้โพสต์ข้อความว่า #โดนจนได้ อาชีพค้าขายเสี่ยงที่สุด แม่ค้าเลือกลูกค้าไม่ได้ และที่สำคัญแม่ค้าไม่สามารถรู้ที่ไปที่มาของเงินลูกค้าได้ เราค้าขายบริสุทธิ์ ขายของแลกเงิน แต่กับโดนอายัดบัญชี ธนาคารให้เหตุผลว่ามียอดเงินจากบัญชีม้าโอนเข้าบัญชีเรา (จึงต้องอายัดยอดไว้) ณ วันนี้ถูกอายัดเป็นเวลา 7 วันแล้ว ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าจะโดนอายัดไปอีกนานแค่ไหน ติดต่อธนาคาร ธนาคารแจ้งว่าตำรวจแจ้งให้อายัด และไม่มีช่องทางให้เราแสดงความบริสุทธิ์เลย ได้แค่รอ และรออย่างเดียว #ยอดโดนอายัด 169,xxx อาจจะน้อยสำหรับธนาคารแต่มันมากสำหรับคนใช้หมุนนะคะ #คำว่าฝากเงินไว้ธนาคารปลอดภัยสุด คำนี้ใช้ไม่ได้แล้ว (เหนื่อยหาเงินไม่พอ ยังต้องมาเหนื่อยกับเงินที่หามาไว้อีก) #ฝากไว้ให้เห็นใจประชาชนคนค้าขายด้วย
ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2568 ที่ร้านทุเรียนพบรัก ริมถนนมิตรภาพสายขอนแก่น-นครราชสีมา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พูดคุยกับ น.ส.วิภารัตน์ ขุนอาจ อายุ 28 ปี เจ้าของร้าน และเป็นผู้ที่โพสต์เรื่องดังกล่าว เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า บัญชีธนาคารของตนเองนั้นโดนอายัดไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือน
โดยตนเองมารู้ตัวหลังจากนั้น เพราะต้องการจะโอนเงินจ่ายเงินค่าสั่งซื้อทุเรียน 300,000 บาท ซึ่งในแอปธนาคารมีเงินอยู่ในบัญชีประมาณ 400,000 บาท แต่ไม่สามารถโอนได้ โดยมีข้อความจากระบบว่ายอดเงินของคุณไม่เพียงพอ พอเห็นแบบนั้นก็ตกใจรีบไปติดต่อธนาคารทันที

โดยทางธนาคารแจ้งว่า ยอดเงินในบัญชีถูกอายัดเอาไว้ เนื่องจากเงินในบัญชีมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าที่โอนเข้ามาซื้อทุเรียน โดยบอกให้เรารอการตรวจสอบ 72 ชม. เมื่อครบ 72 ชั่วโมงจะปลดอายัดให้ หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
พอได้ฟังก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ถึงกับนิ่งนอนใจ เพราะเชื่อมั่นว่าเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน มองว่าเงินที่ได้รับมานั้นบริสุทธิ์ทั้งหมด แต่พอครบ 72 ชั่วโมงยอดเงินก็ยังไม่ถูกปลดอายัด จึงเดินทางไปสอบถามที่ธนาคารอีกครั้ง ทางธนาคารจึงทำการตรวจสอบยอดเงินในบัญชีให้ดู ว่าเป็นยอดไหนที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า และตนเองก็พยายามสอบถามทุกอย่างว่าทำไมถึงโดน ทำไมมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า
ซึ่งพอธนาคารตรวจสอบก็แจ้งว่า จะมียอดเงินจากบัญชีม้าโอนเข้ามาในบัญชีตนเองจำนวน 16,000 บาท และก็ยิ่งสงสัยเข้าไปอีกว่าในเมื่อธนาคารรู้อยู่แล้วว่าบัญชีม้าโอนเข้ามา 16,000 บาท ทำไมจึงไม่ล็อกแค่เงินจำนวนนั้น แต่ทำไมถึงล็อกยอด 160,000 บาท ซึ่งธนาคารชี้แจงว่าเงินจำนวน 160,000 มีความเชื่อมโยงกัน พร้อมทั้งให้เบอร์ตำรวจไซเบอร์มา ซึ่งตนเองพยายามติดต่อไปแต่ก็โทรไม่ติดสายไม่ว่างตลอด และตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับทางตำรวจแต่อย่างใด

และหลังจากที่ทราบว่ายอด 16,000 บาท ทำให้ถูกอายัดนั้น ตนเองก็ได้ทำการตรวจสอบในบัญชีลูกค้าที่โอนมา เพราะมีไม่กี่รายที่จะโอนเงินหลักหมื่น โดยเป็นลูกค้าชาว สปป.ลาว ซึ่งเป็นลูกค้าประจำด้วยจะสั่งทุเรียนเดือนละ 1-2 ครั้ง เพื่อนำไปจำหน่ายที่ประเทศลาว
พร้อมกันนี้ธนาคารยังบอกอีกว่ากรณีการถูกอายัดเงินนั้น อย่างเร็วสุดก็จะประมาณ 7 วัน พอครบเจ็ดวัน ก็ยังไม่ปลดอายัด ให้จึงได้โพสต์ข้อความดังกล่าวออกไปในโซเชียล และก็น่าจะมีคนที่โดนแบบตนเองด้วย ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็น และแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก
ทีแรกว่าจะไปแจ้งตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันเอาไว้ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ แต่หลังจากโพสต์ไปประมาณ 18 ชั่วโมง ในเวลา 10.40 น. มีเจ้าหน้าที่ธนาคารโทรมาแจ้งว่ายอดเงินที่อายัดได้ทำการปลดให้แล้ว พร้อมกับขอโทษที่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าก่อนทำการอายัด และยืนยันกับตนเองว่าทุกอย่างที่อายัดเป็นไปตามกระบวนการ

เจ้าของร้านทุเรียนพบรัก บอกอีกว่า ยอดเงิน 160,000 บาทนั้น จะเป็นยอดรวมขายปลีก และขายส่ง บัญชีธนาคารที่ถูกอายัดเป็นบัญชีสำหรับขายส่ง และบัญชีที่รับโอนเงินหน้าร้าน เพื่อขายปลีก จะเป็นอีกธนาคารหนึ่ง โดยยอดเงิน 16,000 บาทที่ลูกค้าชาว สปป.ลาวโอนมาเป็นบัญชีขายปลีก ที่ตนเองจะโอนมารวมไว้ในบัญชีขายส่ง
แต่บัญชีที่ลูกค้าชาว สปป.ลาวโอนเข้านั้นไม่ได้ถูกอายัด แต่อายัดอีกธนาคาร ก็ยิ่งทำให้งงให้สงสัย ว่าทำไมธนาคารรู้อยู่แล้ว ว่ายอด 16,000 บาทมีความเสี่ยง ทำไมไม่อายัดยอดนั้นไปตรวจสอบ เพราะตนเองพร้อมที่จะแสดงความบริสุทธิ์
ซึ่งก็ได้สอบถามทางธนาคารอยู่ว่า มีช่องทางที่จะสามารถชี้แจงได้หรือไม่ ต้องการเอกเอกสารอะไรเราก็พร้อมที่จะส่งให้ เพื่อให้ปลดล็อกบัญชีตรงนี้ เพราะจำเป็นต้องใช้ เพราะหาก 3 วันเราก็ยังสามารถรอได้ และแก้ปัญหาด้วยการซื้อของน้อยลงตามเงินที่เรามี แต่ผ่านไป 3 วันแล้วก็ยังไม่ปลดผ่านไปอีก 7 วันก็ยังไม่ปลด ทำให้รู้สึกว่านานเกินไป เพราะเงินเราก็ต้องนำไปหมุนค้าขาย
และสิ่งที่เกิดขึ้นก็สร้างผลกระทบให้กับทางร้าน จากที่จะซื้อทุเรียนเข้าร้านได้ในยอดจำนวน 500,000 ก็ซื้อได้แค่ 300,000 ทำให้ซื้อของมาขายได้น้อยลง รายได้ก็ลดลง ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ทั้งพนักงานในร้านและค่าใช้จ่ายอื่นๆ