สิทธิลาคลอด 120 วัน กสร.คาดปลายปีนี้ใช้ได้ จ่อสร้างความเข้าใจนายจ้าง-ลูกจ้าง ประกันสังคมรับลูกแก้ กม.จ่ายชดเชย 50% ของค่าจ้างเฉลี่ยสูงสุด 7,500 บาท/เดือน

กรณีที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบ (ร่าง) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…) พ.ศ. … เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การขยายสิทธิการลาคลอดของลูกจ้างหญิง จากเดิม 98 วัน เป็นไม่เกิน 120 วัน โดยกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 60 วัน นั้น

วันที่ 16 ก.ย.2568 นายณรงค์ฤทธิ์ วรรณโส ผู้อำนวยการกองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในส่วนอีก 60 วัน จะได้รับสิทธิจากกองทุนประกันสังคม (สปส.) ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงอัตราการจ่าย จากเดิมที่จ่ายเพียง 45 วัน

อีกทั้งยังเพิ่มสิทธิให้ลูกจ้างหญิงสามารถลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อีกไม่เกิน 15 วัน ในกรณีที่บุตรเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ โดยให้ได้รับค่าจ้างร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานจากนายจ้าง และยังให้สิทธิลูกจ้างลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรได้ไม่เกิน 15 วัน โดยใช้สิทธิก่อนหรือภายใน 90 วัน นับแต่วันที่บุตรคลอด ซึ่งยังจะได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 15 วัน

“นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังขยายสิทธิให้แก่พนักงานจ้างเหมาบริการ โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าตอบแทนการทำงาน วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี วันลาป่วย และวันลาคลอด ไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน” นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวและว่า

สำหรับขั้นตอนต่อไป หลังจากนี้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ตามร่างกฎหมาย กำหนดให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ หลังจากที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 30 วัน ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปี 2568

โดยกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จะใช้บังคับกับแรงงานภาคเอกชนและแรงงานจ้างเหมาบริการ ขณะที่พนักงานราชการและรัฐวิสาหกิจยังคงใช้สิทธิตามกฎหมายเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปปรับปรุงและแก้ไขให้สอดคล้องกับแรงงานภาคเอกชน

นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวอีกว่า กสร.ในฐานะหน่วยงานเฉพาะ ได้เตรียมความพร้อมจัดทำคำชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจแก่นายจ้างในภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป รวมถึงการอบรมเครือข่าย เช่น สหภาพแรงงาน สมาคมนายจ้าง และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตระหนักถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายและปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายลำดับรอง เพียงแต่ต้องทำคำอธิบายเพื่อให้นายจ้างและลูกจ้างเข้าใจการปฏิบัติ เช่น หากสถานประกอบการมีลูกจ้างหญิงใช้สิทธิลาคลอด อาจกระทบต่อภาระงานที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะด้าน นายจ้างจึงควรเตรียมบุคลากรสำรองเพื่อทดแทนในช่วงเวลาดังกล่าว

“นอกจากนี้ กสร.ยังเตรียมกลไกติดตามและบังคับใช้กฎหมายผ่านการตรวจแรงงาน โดยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ จะลงพื้นที่ให้คำแนะนำและตรวจสอบ หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตาม ลูกจ้างสามารถร้องเรียนผ่านสายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546 รวมถึงช่องทางออนไลน์ของ กสร.”

นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวและว่า หากนายจ้างฝ่าฝืนสิทธิ เช่น ไม่จ่ายค่าจ้างตามที่กฎหมายกำหนดภายใน 60 วันแรกของการลาคลอด จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท อีกทั้งกรณีบังคับให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานที่มีความเสี่ยง เช่น งานเครื่องจักร งานขนส่ง หรือเกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย ซึ่งอาจกระทบต่อการตั้งครรภ์ นายจ้างอาจถูกดำเนินคดีถึงขั้น

วันเดียวกัน นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ตามที่มีการเห็นชอบในหลักการดังกล่าวนั้น จะมีความเกี่ยวข้องกับ สปส. คือ สิทธิสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ของสิทธิประกันสังคม

โดยตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเป็นระยะเวลา 90 วัน โดย สปส.จะจ่ายร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยสูงสุดตามฐานเงินเดือนที่กำหนด ซึ่งปัจจุบันฐานเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท

นางนิยดา กล่าวว่า การจ่ายสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรของประกันสังคมนั้น จะจ่ายในรูปแบบเหมาจ่าย คือ เมื่อผู้ประกันตนทำเรื่องรับเงินค่าคลอดบุตรจากสปส.เป็นเงินเหมาจ่าย 15,000 บาทต่อครั้ง แล้วก็จะมีการจ่ายสงเคราะห์หยุดงานให้ทันที 90 วันตามกฎหมาย

เพื่อให้ผู้ประกันตนนำไปใช้ในการเลี้ยงดูบุตร โดยไม่ได้ระบุว่าผู้ประกันตนจะลาหยุดเต็มสิทธิวันละ 90 วัน หรือไม่ แต่ สปส.ก็จ่ายแบบเหมาให้เลย ฉะนั้น คนที่ได้เงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท ก็จะได้เต็มจำนวนร้อยละ 50 อยู่ที่ 7,500 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 90 วัน หรือ 3 เดือน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่ากับว่าผู้ประกันตนจะได้รับเงินจากประกันสังคมเพียง 90 วัน ในอัตราสูงสุดที่ 7,500 บาทต่อเดือน หรือไม่ นางนิยดา กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.ประกันสังคม ระบุให้มีการจ่ายชดเชยสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร 90 วัน ซึ่งกำลังจะปรับแก้ พ.ร.บ.ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพื่อขยายสิทธิสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร ให้เป็น 120 วัน เพราะ เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกันสังคม จึงไม่สามารถประกาศออกมาได้ในทันที ต้องมีการแก้ไขกฎหมายตามขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจ่ายค่าจ้างสำหรับการหยุดลาคลอด 120 วันนั้น ลูกจ้างจะได้รับเงินจากนายจ้างเต็มอัตราเงินเดือน เป็นระยะเวลา 60 วันหรือ 2 เดือน ขณะที่ ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตน ทางสำนักงานประกันสังคมจ่ายชดเชยครอบคลุมให้ร้อยละ 50 ค่าจ้างเฉลี่ยสูงสุดตามฐานเงินเดือนที่ 15,000 บาทเป็นระยะเวลา 90 วัน หรือ 3 เดือน ส่วนลูกจ้างจะหยุดจนครบ 120 หรือไม่นั้น ในกฎหมายทั้ง 2 ฉบับไม่ได้บังคับเอาไว้ แต่ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิลาได้สูงสุดที่ 120 วัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน