นักโภชนาการเตือน อย่ากินผลไม้ 6 ชนิดนี้ ในช่วงเช้า-ท้องว่าง ส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อระบบย่อยอาหาร แนะนำเลือกกินให้เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดี
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 จากการศึกษาด้านโภชนาการล่าสุด พบว่าแม้ผลไม้จะเป็นแหล่งของวิตามิน เกลือแร่ ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีสำหรับร่างกาย แต่ช่วงเวลาในการรับประทานผลไม้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะการรับประทานผลไม้บางชนิดในช่วงเช้าหรือท้องว่าง อาจส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร กลายเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี
ผลไม้ที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อท้องว่าง
1. ส้ม
ส้มเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมสำหรับอาหารเช้า แต่การรับประทานเมื่อท้องว่างอาจเป็นอันตราย เนื่องจากส้มมีน้ำตาลและกรดอินทรีย์สูง ซึ่งจะระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหาร เพิ่มกรดในกระเพาะ และทำให้รู้สึกอึดอัด
สำหรับน้ำส้ม วิตามินซีในน้ำส้มอาจทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะอาหาร หากบริโภคในปริมาณมากอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้

ภาพประกอบ
2. มะเขือเทศดิบ
มะเขือเทศมักเป็นวัตถุดิบยอดนิยมในจานสลัดยามเช้า แต่แท้จริงแล้ว อาจไม่เหมาะสำหรับการรับประทานเมื่อท้องว่าง เพราะสารเพกตินและฟีนอลิกในมะเขือเทศจะทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะ ทำลายเยื่อบุและทำให้เกิดอาการปวดท้อง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคกระเพาะอาหาร
3. ลูกพลับ
ลูกพลับเป็นผลไม้ที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งเมื่อท้องว่าง เนื่องจากมีสารแทนนินและเพกตินในปริมาณสูง เมื่อรับประทานขณะท้องว่าง กรดในกระเพาะจะทำปฏิกิริยากับสารเหล่านี้จนเกิดเป็นนิ่วในกระเพาะได้
อาการที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ปวดหัวใจ คลื่นไส้ อาเจียน แผลในกระเพาะ หรือแม้กระทั่งเลือดออกในกระเพาะ

ภาพประกอบ
4. สับปะรด
สับปะรดมีสารอินทรีย์และเอนไซม์โบรมีเลนที่ออกฤทธิ์แรงต่อเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ หากรับประทานก่อนอาหารจะทำลายผนังกระเพาะได้
การรับประทานสับปะรดเมื่อท้องว่างอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง เวียนศีรษะ และอาการแพ้ต่างๆ ซึ่งอาจคงอยู่ตลอดทั้งวันและส่งผลต่อการทำงาน

ภาพประกอบ
5. แตงกวา
ในจานสลัดอาหารเช้า มักมีส่วนประกอบของแตงกวา หรือแม้แต่ผักเคียงข้างจาน ก็มักใช้แตงกวาเป็นหลัก แต่รู้หรือไม่ การรับประทานแตงกวาเมื่อท้องว่างอาจทำให้เกิดอาการ ปวดท้อง แสบจุกเสียด ท้องอืด และรู้สึกไม่สบาย
ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะยิ่งไม่ควรรับประทานแตงกวาเมื่อท้องว่าง เพราะจะทำให้อาการแย่ลง โดยเฉพาะหากแตงกวาไม่สะอาดหรือไม่ได้ปอกเปลือก
6. ลูกแพร์
แพร์มีเส้นใยหยาบที่อาจทำลายเยื่อเมือกของกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะแพร์ที่ยังแข็ง นอกจากนี้ยังมีน้ำตาลสูงและย่อยยากในช่วงเช้าที่กระเพาะยังอ่อนแอ
ควรรับประทานแพร์หลังอาหารหลักประมาณ 30 นาที และเคี้ยวให้ละเอียด หากรับประทานในช่วงเย็นจะช่วยลดน้ำหนักได้

ภาพประกอบ
ทั้งนี้นักโภชนาการแนะนำให้เลือกรับประทานอาหารเช้าที่ไม่สร้างภาระต่อระบบย่อยอาหาร แต่ยังคงมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เนื่องจากหลังการนอนหลับยาวนาน กระเพาะอาหารจะว่างเปล่าและหลั่งกรดมาก หากไม่รับประทานอาหารเช้าหรือรับประทานผิดวิธี กรดจะไม่ถูกทำให้เป็นกลาง ส่งผลให้เกิดการระคายเคือง ปวด หรือแผลในกระเพาะอาหารได้
การเลือกเวลาในการรับประทานผลไม้มีความสำคัญไม่แพ้การเลือกชนิดผลไม้ เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุดและหลีกเลี่ยงผลเสียที่ไม่จำเป็น
ที่มา : SOHA