แพทย์ออกโรงเตือน 3 ท่าโยคะ หากทำโดยไม่ระวัง เสี่ยงกระตุ้น “โรคหลอดเลือดสมอง” หรือภาวะสมองขาดเลือดได้
การเล่นโยคะเป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์มาก ทั้งช่วยเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย ปรับบุคลิกภาพให้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายชนิด แต่ล่าสุด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทเตือนว่า ท่าโยคะบางท่า อาจเพิ่มความเสี่ยง “โรคหลอดเลือดสมอง” ได้ หากทำโดยไม่ระมัดระวัง
ดร.เจเรมี เอ็ม. ลิฟฟ์ (Jeremy M. Liff) นักประสาทวิทยาอาวุโสจากสมาคมศัลยกรรมประสาทและหลอดเลือด อธิบายว่า การฉีกขาดของผนังหลอดเลือดแดงที่คอ อาจเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวคออย่างรุนแรง

ภาพประกอบ
ส่งผลให้เลือดไหลเข้าสู่ผนังหลอดเลือดจนก่อตัวเป็นลิ่มเลือด อุดตันไปยังสมอง ก่อให้เกิด “สโตรก” หรือโรคหลอดเลือดสมอง
แม้อัตราการเกิดภาวะนี้จะคิดเป็นเพียง 1–2% ของผู้ป่วยสโตรกทั้งหมด แต่กลับเป็นสาเหตุถึง 1 ใน 4 ของสโตรกในคนวัยหนุ่มสาวและวัยกลางคน
ท่าโยคะที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ท่าที่ทำให้คอแอ่นมากเกินไป หรือมีแรงกดลงบนศีรษะและคอ ซึ่งอาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาโรคกระดูกสันหลังส่วนคอ

ภาพประกอบ
Wheel Pose (ท่าสะพานโค้ง) ซึ่งเป็นท่าก้มโค้งหลังลึกเพื่อเปิดอก ไหล่ และสะโพก โดยมีรายงานว่า เคยเกิดเคสหญิงวัย 28 ปีเกิดอาการหลอดเลือดแดงกระดูกสันหลังตีบ และเป็นสโตรกหลังฝึกท่านี้
Fish Pose (ท่าปลา) เป็นท่านอนเอนหลังแอ่นอก แต่หากทำขั้นสูงที่เพิ่มแรงกดบนคอและศีรษะ อาจเสี่ยงสูง นักกายภาพบำบัดรายหนึ่งเล่าว่า หลังฝึกท่านี้เธอรู้สึกไม่มั่นใจและสุดท้ายเกิดการฉีกขาดของหลอดเลือดคอ นำไปสู่สโตรกในอีกไม่กี่วันต่อมา
Hollowback Handstand (ท่ายืนด้วยมือหลังแอ่น) เคยเกิดกรณีของรีเบคก้า ลีห์ อินฟลูเอนเซอร์ด้านโยคะวัย 39 ปี เธอทำท่านี้ซึ่งต้องยืนกลับหัว เหยียดคอ แอ่นหลัง และยกสะโพกไปด้านหลัง

ภาพประกอบ
ระหว่างฝึกเกิดอาการตามัว และในอีก 2 วันต่อมาต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะตาซ้ายตกและรูม่านตาไม่เท่ากัน ก่อนถูกวินิจฉัยว่าเป็น “สโตรก” จากการฉีกขาดของหลอดเลือดคอ
ขณะเดียวกัน ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ก่อนเริ่มออกกำลังกายหรือฝึกโยคะ ควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือมีโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง
ขอบคุณที่มา newyork post