ผู้เชี่ยวชาญเตือน! เช็กด่วน 3 พฤติกรรมยามเช้า “ทำร้ายตับ” ไม่รู้ตัว ร้ายแรงยิ่งกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ ทำซ้ำสะสม ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 รายงานจากสื่อต่างประเทศ การวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร Journal of Hepatology ระบุว่า โรคตับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรกว่า 2 ล้านคนทั่วโลกต่อปี คิดเป็นเกือบ 4% ของการเสียชีวิตทั้งหมด หรือประมาณ 1 ใน 25 ราย
โดยสาเหตุหลักมาจากภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็งและมะเร็งตับ นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังประเมินว่า แนวโน้มผู้ป่วยโรคตับจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีอายุน้อยลง ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสาเหตุจากพฤติกรรมประจำวันที่หลายคนมองข้าม
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ชี้ให้เห็น 3 พฤติกรรมในตอนเช้าที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพตับอย่างร้ายแรง หากทำเป็นประจำ อาจทำให้ตับเสื่อมสภาพเร็วกว่าการดื่มสุราเพียงอย่างเดียว ได้แก่

ภาพประกอบ
1.การงดมื้อเช้า
หลังจากที่ร่างกายทำงานตลอดคืน ตับต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญและขับสารพิษ หากงดอาหารเช้า ตับจะถูกบังคับให้ใช้ไกลโคเจนและเพิ่มการปล่อยกรดไขมันอิสระ ส่งผลให้ไขมันสะสมในตับมากขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันพอกตับที่ไม่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ (NAFLD) และเพิ่มความเสี่ยงนิ่วหรือการอักเสบของถุงน้ำดี ซึ่งสามารถลุกลามไปถึงตับได้
2.การสูบบุหรี่ตอนท้องว่าง
ควันบุหรี่มีสารพิษและสารก่อมะเร็งหลายชนิด การสูบตอนท้องว่างทำให้ร่างกายดูดซึมสารพิษเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็วขึ้น ตับจึงต้องรับภาระหนักในการกำจัดสารพิษ ส่งผลให้เกิดความเครียดออกซิเดชันและกระตุ้นกระบวนการสร้างพังผืดในตับ นำไปสู่โรคตับแข็ง และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ แม้จะไม่ได้ดื่มสุราก็ตาม

ภาพประกอบ
3.การกลั้นปัสสาวะหลังตื่นนอน
ปัสสาวะในตอนเช้ามักมีความเข้มข้นสูง หากกลั้นปัสสาวะไว้จะเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และหากการติดเชื้อรุนแรงจนลุกลามไปถึงไตหรือเข้าสู่กระแสเลือด อาจกระทบต่อการทำงานของตับโดยตรง รวมถึงเพิ่มภาระการทำงานเมื่อตับต้องช่วยกำจัดสารพิษแทนไต
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การรับประทานอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และไม่กลั้นปัสสาวะหลังตื่นนอน เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยปกป้องสุขภาพตับ ลดความเสี่ยงโรคร้ายแรงในอนาคตได้
ที่มา SOHA