สภากทม.ไฟเขียวใช้เงินสะสมจ่ายขาด จ่ายหนี้บีทีเอสซี 3.2 หมื่นล้าน ชัชชาติ ลั่นชำระภายใน 31 ต.ค.นี้ จ่อขึ้นค่าโดยสารเพิ่มส่วนต่อขยาย 1 และ 2

เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2568 ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง นายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่4 ครั้งที่2 ประจำปี 2568

โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม นายวิศณุ ทรัพย์สมพล นายศานนท์ หวังสร้างบุญ น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม.นายไทวุฒิ ขันแก้ว นายจิระเดช กรุณกฤตกุล นางสาวกนกวรรณ เอี่ยมลิ้ม นายธนิต ตันบัวคลี่ คณะผู้บริหาร กทม.หัวหน้าหน่วยงานเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เข้าร่วม

นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ ได้รายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อให้ที่ประชุมสภากทม.พิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3

คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้พิจารณาร่างข้อบัญญัติดังกล่าวจนจบ โดยมีสำนักงบประมาณกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงรายละเอียดเพื่อประกอบการพิจารณา
พร้อมกำชับให้หน่วยงานรับงบประมาณใช้จ่ายงบประมาณให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อกทม.

ทั้งนี้ คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1.กทม. ควรกำหนดแนวทางชำระค่าจ้างเดินรถและค่าซ่อมบำรุง (O&M) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 นับตั้งแต่เดือนก.ย.68 จนถึงสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ 2569 ให้ชัดเจน เพื่อให้กทม. สามารถชำระค่าจ้างเดินรถและค่าซ่อมบำรุง (O&M) ได้ หากผิดนัดชำระหนี้อีกอาจก่อให้เกิดความเสียหายในส่วนของการต้องชำระค่าดอกเบี้ยในอัตราที่สูง และ

2.หน่วยรับงบประมาณควรเร่งดำเนินการเบิกจ่าย เพื่อประโยชน์ในการลดภาระดอกเบี้ย

โดยหลักการแห่งร่างข้อบัญญัติจะตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พ.ศ. …. เป็นจำนวนไม่เกิน 32,625,106,200 บาท เป็นรายจ่ายพิเศษจ่ายจากเงินสะสมจ่ายขาดของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ กทม.ชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าดังกล่าว

“คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้พิจารณาร่างข้อบัญญัติฉบับนี้โดยยึดหลักความถูกต้องตามกฎหมาย คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์สูงสุดกับกทม. และเห็นชอบให้ผ่านงบประมาณนี้ โดยไม่มีคณะกรรมการฯ สงวนความเห็นเพื่อวินิจฉัย” ประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมสภากทม.มีมติเห็นชอบร่างข้อบัญญัติดังกล่าวในวาระที่ 2และวาระที่ 3 ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 48 เสียง ให้ประกาศใช้เป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งเห็นชอบข้อสังเกตของคณะกรรมการวิสามัญฯ โดยจะมีการส่งให้ฝ่ายบริหารพิจารณาดำเนินการต่อไป

ด้านนายชัชชาติ กล่าวแนวทางดำเนินการเรื่องชำระหนี้บีทีเอสซี และการดำเนินการเกี่ยวกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ว่า ยืนยันความพร้อมชำระหนี้ตามคำสั่งศาลปกครอง ในคดีที่ 2 มีกำหนดจะจ่ายภายในวันที่ 31 ต.ค.นี้ จำนวนเงินที่ต้องจ่ายเต็มก้อนอยู่ที่ 32,000 ล้านบาท

การชำระหนี้จำนวนดังกล่าวจะใช้เงินจากเงินสะสมจ่ายขาด ซึ่งเป็นเงินที่ไม่มีภาระผูกพัน แม้ว่าจำนวน 3 หมื่นกว่าล้านบาทนี้ จะทำให้เงินสะสมจ่ายขาดลดลง แต่คาดว่าจะยังเหลือเงินสำรองประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท และไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของ กทม.

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า การตัดสินใจชำระหนี้นี้เป็นไปเพื่อปลดภาระ เนื่องจากศาลได้ตัดสินแล้วว่าสัญญานี้เป็นสัญญาที่ต้องปฏิบัติตาม แม้ กทม. จะสู้มาโดยตลอด สาเหตุสำคัญที่ต้องรีบดำเนินการคือเพื่อหลีกเลี่ยงภาระดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งคิดในอัตรา MLR + 1 ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากการนำเงินไปฝากไว้มาก โดยปัจจุบันดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมีจำนวนหลายล้านบาทต่อวัน

ส่วนของโครงสร้างค่าโดยสาร การชำระหนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปรับอัตราค่าโดยสารโดยตรง แต่เป็นเพราะปัจจุบัน กทม. ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินรถส่วนต่อขยาย 1 และ 2 ปัจจุบัน กทม. มีค่าจ้างเดินรถประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี แต่เก็บรายได้จากการเดินรถได้เพียง 2,000 กว่าล้านบาท ทำให้ กทม. ต้องจ่ายส่วนต่างถึง 6,000 ล้านบาท โดยนำเงินงบประมาณไปจ่าย

“รถไฟฟ้าสายสีเขียวมี 2 ส่วน คือ ส่วนไข่แดง รัฐเป็นสัมปทานกับบริษัทเอกชนอยู่แล้ว จะเก็บเงินตามสัญญาสูงสุดไม่เกิน 45 บาท ส่วนที่สอง คือ ส่วนต่อขยาย 1 และ 2 กทม.เก็บเงินเอง และจ้างเดินรถ ปัจจุบันค่าจ้างเดินรถส่วนนี้ประมาณ 8 พันล้านบาทต่อปี เราเก็บได้ 2 พันล้านบาท ดังนั้น ต้องจ่ายส่วนต่างอีก 6 พันล้านบาทต่อปี”

ดังนั้น เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเพื่อความเป็นธรรมต่อประชาชนทุกคนที่ไม่ได้ใช้บริการรถไฟฟ้าในส่วนนี้ จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างราคาใหม่ โดยคาดว่าจะใช้หลักการคำนวณแบบทั่วไป คือ 17 บาท + 3X (ตามระยะทางที่วิ่ง) ซึ่งจะส่งผลให้ผู้โดยสารบางกลุ่มที่เดินทางในระยะทางสั้นๆ เช่น จากจตุจักรไปเซ็นทรัลลาดพร้าว ซึ่งเคยจ่ายประมาณ 15 บาท อาจจ่ายถูกลงเหลือเพียง 3-4 บาท ส่วนผู้ที่เดินทางไกลอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราค่าโดยสารตลอดสายจะถูกกำหนดไม่ให้เกิน 65 บาท

นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า โครงการอัตรา 20 บาทตลอดสายเดิมนั้น ต้องพึ่งพารัฐบาลในการชดเชยค่าจ้างเดินรถให้ แต่เนื่องจากนโยบายดังกล่าวอาจหยุดชะงักไป จึงจำเป็นต้องสะท้อนความเป็นจริง เพราะท้ายที่สุดแล้วภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็คือ เงินภาษีของประชาชน การตัดสินใจเรื่องการชำระหนี้และโครงสร้างราคานี้เป็นอำนาจของ กทม.เอง โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน