สาวหวั่นความปลอดภัย หลังไรเดอร์ปาโทรศัพท์จนเละ ปมถามเรื่องกล้องบนหมวกกันน็อค วอนไรเดอร์รับผิดชอบ เพราะไม่มีโทรศัพท์ใช้และเป็นเครื่องแรกที่ทำงานเก็บเงินซื้อเอง
วันที่ 14 ตุลาคม 2568 คุณปาล์มมี่ อายุ 23 ปี เปิดเผยกับ ข่าวสดออนไลน์ กรณีโพสต์คลิปไรเดอร์ปาโทรศัพท์ พร้อมระบุแคปชั่นว่า “ชีวิตตอนนี้อยู่ในความเสี่ยงใครก็ได้ช่วยหนูทีเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญที่สุดในชีวิตแล้ว”
คุณปาล์มมี่ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2658 ช่วงเวลาประมาณ 09:00 น. ตนเรียกไรเดอร์รถจักรยานยนต์ผ่านแอพพลิเคชั่นหนึ่ง เพื่อที่จะเดินทางไปที่ทำงาน เมื่อไรเดอร์มาถึง ตนขอไรเดอร์นั่งแบบไพล่ข้างเพราะตนใส่กระโปรง หากนั่งค่อมกลัวว่าตนจะโป๊เพราะรถของไรเดอร์นั้นค่อนข้างใหญ่ แต่ทางไรเดอร์บอกว่า “ไม่สะดวกคนขับเพราะมันหนักแค่ข้างเดียวขอให้ตนนั่งค่อม” ซึ่งตนก็ให้ความร่วมมือ
จากนั้นไรเดอร์พาไปผิดเส้นทาง ตนจึงบอกว่าไปผิดทาง ซึ่งขณะนั้นสังเกตเห็นว่าไรเดอร์เริ่มมีอาการฉุนเฉียว โดยมีการถอนหายใจ พร้อมกับกลับรถไปในทางที่ถูกต้อง และระหว่างทางตนก็ได้สังเกตเห็นอีกว่าบนหมวกกันน็อกของไรเดอร์มีกล้อง ที่ไรเดอร์ติดอยู่บนหมวกกันน็อกซึ่งตนเห็นว่าเป็นทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง แต่ตนไม่แน่ใจว่ากล้องหลังนั้นเป็นกล้องหรือไม่ จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป และถ่ายคอนเทนท์ลงติ๊กต็อก เพราะอยากรู้ว่าบนหมวกกันน็อกเป็นกล้องลักษณะไหน
ก่อนจะนึกออกได้ว่าวันนั้นตนใส่เสื้อคอกว้างก็กลัวว่ากล้องดังกล่าวนั้นจะส่องมาเห็นหน้าอกของตน ส่วนตัวจะตัดสินใจถามไรเดอร์เพื่อความแน่ใจ โดยสอบถามว่า “กล้องดังกล่าวเป็นกล้องหน้าหรือกล้องหลัง” ซึ่งไรเดอร์ก็ได้ตอบในลักษณะห้วน ๆ ว่า “กล้องหน้ากล้องหลังทำไมอะ”
เมื่อตนถามต่อว่า “กล้องด้านหลังนั้นเห็นหน้าตนหรือไม่” ไรเดอร์ตอบกลับมาทันทีว่า “โอ้ย ไม่เห็นหรอกติดไว้ดูอุบัติเหตุ” ส่วนตัวจึงอธิบายให้ไรเดอร์ฟังว่า “ตอนนี้คอเสื้อตนกว้างตนกลัวว่ากล้องจะเห็นจะโป๊เกินไป” ไรเดอร์ก็สวนกลับมาว่า “ทีหลังก็หัดอย่าแต่งตัวโป๊ออกจากบ้าน” ส่วนตัวจึงตอบกลับไปว่า “ตนเป็นผู้โดยสารทำไมถึงพูดไม่ดีใส่” ไรเดอร์สวนกลับมาทันทีว่า “รำคาญอยากมีเรื่องหรอ”
หลังจากนั้นตนก็ไม่ได้พูดอะไร แต่ไรเดอร์ขี่รถจักรยานยนต์ไวขึ้น และไปจอดรถที่ปั๊มแห่งหนึ่งก่อนถึงที่ทำงานของตน และลงจากรถมาบอกตนว่า “ดูมั้ยจะเปิดให้ดูว่าเห็นหน้าตนหรือไม่” ด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียว ตนก็พยามใจดีสู้เสือถามต่อว่า “โทรศัพท์ของพี่เชื่อมกล้องบนหมวกกันน็อกด้วยหรอ” จังหวะนั้นที่ไรเดอร์กำลังจะเปิดกล้องให้ดู ไรเดอร์ก็หันมาทางตนและเห็นว่าโทรศัพท์ของตนเปิดกล้องอยู่ ก่อนพูดขึ้นมาว่า “อ้าวมึงถ่ายคลิปหรอ” พร้อมกับดึงโทรศัพท์ออกจากมือของตน
ตอนนั้นตนพยามถามว่า “เอาโทรศัพท์ตนไปทำไม ถ่ายคลิปมาไม่เห็นหน้าพี่ ไม่ต้องกังวล ไม่เห็นหน้าเลยถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดไม่ต้องกลัว” สิ้นสุดคำนั้นไรเดอร์คนดังกล่าวโยนโทรศัพท์ตกลงพื้นทันที ตนจึงรีบเดินไปเก็บโทรศัพท์ ไรเดอร์เดินตามมาและเห็นว่าหน้าจอโทรศัพท์ยังเปิดกล้องอยู่ จึงแย่งโทรศัพท์จากมือตนและโยนอีกครั้ง โดยไรเดอร์คนดังกล่าวได้โยนโทรศัพท์ของตนรวมแล้วกว่า 5 ครั้ง จนโทรศัพท์ แยกชิ้นส่วน หลังจากนั้นก็ยังกระทืบโทรศัพท์ของตนซ้ำอีก
ซึ่งตอนนั้นตนก็พยามบอกไรเดอร์ว่า “โทรศัพท์เครื่องนี้ตนต้องทำงานมาเป็นปีถึงจะหาเงินซื้อได้” แต่ไรเดอร์ก็โต้กลับเพียงว่า “แล้วทำไมแล้วจะถ่ายทำไม” ตนก็สวนไปว่า “ไรเดอร์ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำร้ายข้าวของคนอื่น” ทางไรเดอร์ก็ตอบกลับว่า “ก็ช่างดิ” พร้อมกับชี้หน้าด่าตนว่า “ถ้ามึงเป็นผู้ชายป่านนี้กูต่อยมึงไปแล้ว”
หลังจากนั้นก็เริ่มมีคนที่เห็นเหตุการณ์ในปั๊มเข้ามาห้ามซึ่งไรเดอร์เห็นว่ามีคนเข้ามาช่วยเยอะไรเดอร์ก็รีบขึ้นรถ จังหวะนั้นตนได้ทำการสอบถามไรเดอร์ว่า “จะรับผิดชอบยังไงกับโทรศัพท์ของตน” แต่ไรเดอร์กลับบอกว่า “ช่างดิยังไงไม่” และพยายามจะขี่รถจักยนต์หนี ซึ่งตนไม่ยอมได้เอาตัวไปปังรถไว้ ทางไรเดอร์ได้ขับบี้ตนจนรถของไรเดอร์ไปชนรถมอไซค์ที่จอดอยู่ 1 คัน ก่อนที่จะชนขาของตนเอง จนตนเซไปที่พุ่มไม้ ก่อนจะ ย้อนศรออกจากปั๊มไปเลย
จากนั้นตนได้รีบเดินทางไปที่บริษัทก่อนที่พี่ที่บริษัทได้พาตนไป สน.พระโขนง พร้อมนำข้อมูลทะเบียนรถของผู้ก่อเหตุที่มีพลเมืองดีถ่ายไว้ให้ เพื่อไปแจ้งความ ในข้อหา ทำให้เสียทรัพย์ หลังจากนั้นตนได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลเนื่องจากได้รับบาดเจ็บที่ขา
หลังเกิดเหตุตนกลับห้องมาและนอนฝันว่าถูกบีบคอจนทำให้ตนมีอาการมือสั่นและเป็นแพนิก หลังเลิกงานตนจะระแวงรถที่คล้ายกับรถไรเดอร์คนดังกล่าวอยู่เสมอ นอกจากนี้ตนยังติดดูตาปลาที่ประตูห้องอยู่บ่อยครั้งเพราะกลัวว่า ไรเดอร์จะย้อนกลับมาทำร้ายตน เพราะเนื่องจากไรเดอร์รู้หอพักของตน และตนก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาอาละวาดตอนไหน เพราะขณะวันที่เกิดเหตุมีกล้องวงจรปิดและคนอยู่เยอะยังกล้าทำแบบนี้
ส่วนตัวมีชื่อเสียงไม่มีเส้นสาย ไม่มีเงินที่จะไปเอาผิดเค้าได้ แล้วตนเองก็กังวลว่าเรื่องนี้จะเงียบจึงหาลู่ทางโดยได้เล่าเรื่องราวผ่าน TikTok ของตนเอง และอยากให้ไรเดอร์คนดังกล่าวมารับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำ สมมติว่าถ้าวันนั้นเลือกที่จะคุยกันดีๆ เรื่องคงจะไม่เกิดแบบนี้
สำหรับโทรศัพท์ของตนนี้ มูลค่า 36,000 บาท ซึ่งเป็นโทรศัพท์เครื่องแรกที่ตนทำงานเก็บเงินซื้อเองนานกว่า 1 ปี ตอนที่เกิดเหตุตนได้แต่ยืนมองโทรศัพท์และคิดในใจว่าตนไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะบ้านตนจน ตนไม่มีเงินมาพอที่จะซื้อใหม่ได้
คุณปาล์ม บอกอีกว่า ปกติเวลาไปทำงานตนจะเรียกวินมอเตอร์ไซค์ไปทำงานแต่ต้องเดินไกลเพื่อไปเรียกวิน ตนไม่เคยเรียกไรเดอร์ผ่านแอปดังดล่างมาก่อน แต่เนื่องจากวันนั้นตนรู้สึกเหนื่อยล้า จากเมื่อวานที่จนทำโอทีจนดึก จึงตัดสินใจเรียกรถผ่านแอป
ส่วนด้านคดีนั้น เบื้องต้นตนแจ้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์ โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท ซึ่งตอนนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่ากำลัง ตามหาตัวผู้ก่อเหตุอยู่ โดยจะต้องตามหาที่อยู่ปัจจุบันของผู้ก่อเหตุให้ได้เพื่อส่งหมายเรียกให้ผู้ก่อเหตุ แต่หากผู้ก่อเหตุไม่เดินทางมาก็อาจจะออกหมายจับต่อไป และเบื้องต้นโดยเจ้าหน้าที่ได้พยามติดต่อผู้ก่อเหตุผ่านโทรศัพท์มือถือแต่ผู้ก่อเหตุไม่รับสายอีกทั้งยังบล็อกเบอร์เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกด้วย