เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานแก่ผู้บริหารระดับสูง และหน่วยงานในสังกัด โดยมีนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นาย สุรศักดิ์ กล่าวว่า จากการแถลงนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในส่วนกีฬาเรามุ่งเน้นไปที่วิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นประเด็นหลักสำคัญ รวมถึงการสร้างสุขภาพให้แข็งแรงโดยใช้กีฬา เรามีนโยบายสร้างศูนย์กีฬาชุมชนให้เด็กๆ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยนำครูฝึกสอนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านกีฬานั้นๆ มาประจำศูนย์ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจเป็นตามโรงเรียน หรือสถานที่ราชการ โดยเปิดให้เยาวชนที่สนใจมาเรียนรู้ฟรี ส่วนผู้สูงอายุก็จะผลักดันให้ใช้กีฬาออกกำลังกาย รักษาสุขภาพมากขึ้น

นาย สุรศักดิ์ เผยต่อว่า เรื่องเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ยูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 นั้น ได้รับรายงานว่า ประเทศไทย เป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ได้เข้าสู่การคัดเลือกช่วงสุดท้าย ร่วมกับ ชิลี และปารากวัย ว่าประเทศไหนจะเหมาะสมที่สุด อย่างไรก็ตามตน เชื่อว่าประเทศไทยมีความพร้อมแน่นอน เพียงแต่เหลือขั้นตอนอีกนิดคือเราต้องมาคำนึงถึงสิ่งที่จะได้รับ เบื้องต้นตามรายงานต้องใช้งบประมาณ 7 พันล้านบาท ซึ่งด้วยจำนวนเท่านี้ กับสิ่งที่เยาวชนจะได้รับ และประเทศไทยจะได้รับ คุ้มค่าหรือไม่

“ถ้าคุ้มค่าก็อยากจะเดินหน้า ไม่ว่าเป็นรัฐมนตรีคนไหนก็อยากจะจัด ถ้าถามผมแบบไม่ต้องคิด ก็ยืนยันว่าให้จัดแน่นอน แต่สิ่งที่แลกมา คืองบประมาณของประเทศ หากคุ้มค่าเชื่อว่า ท่านนายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกกระทรวง พร้อมสนับสนุน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องคำนึงถึงสิ่งที่ได้รับ ว่าพัฒนากีฬาได้จริงไหม ส่งเสริมการท่องเที่ยวได้จริงไหม ถ้าจริง ก็เดินหน้าแน่นอน”

ส่วนเรื่องแนวคิดการจัดตั้ง “กระทรวงการกีฬา” แยกจาก กระทรวงการท่องเที่ยว นายสุรศักดิ์ เผยว่า นายกรัฐมนตรีแถลงชัดเจน ว่าการแยกกระทรวงท่องเที่ยวไปควบรวมกับ กระทรวงวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่จะทำให้ การท่องเที่ยวไร้รอยต่อมากขึ้น เพราะสามารถสอดรับกันทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อาหารการกิน เสื้อผ้า โบราณสถาน ฯลฯ ทุกอย่างคือต้นทุนทางวัฒนธรรมที่เรานำไปต่อยอดได้ เชื่อว่าจะขับเคลื่อนการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพพ ส่วนกีฬาการแยกออกมา ความชัดเจนก็จะเกิดขึ้นแน่นอน เน้นไปที่กีฬาจริงๆ ทั้งเรื่องงบประมาณ เป้าหมาย และเชื่อว่าจะยกระดับกีฬาของประเทศให้ประสบความสำเร็จหลายๆด้าน”

“เรื่องนี้กำลังเริ่มต้นทันที และตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาหลายๆด้าน เพราะเรื่องการแยกกระทรวงมันเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ไม่ใช่แค่กระทรวงเรากระทรวงเดียว ยังมีเรื่องข้อกฎหมายหลายฉบับ เรื่องกำลังพล งบประมาณ สินทรัพย์ของแต่ละกระทรวง ส่วนตัวอยากให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด แต่ต้องรอบคอบด้วย ถ้าไม่รอบคอบคงเป็นสิ่งไม่ดี อยากให้ไม่ต้องมาแก้กันอีก ความตั้งใจของรัฐบาลตอนนี้ คือเร็วที่สุด และรอบคอบที่สุด เพื่อมีกระทรวงใหม่ที่สมบูรณ์และทำงานอย่างเต็มที่เพื่อพี่น้องประชาชน”

นาย สุรศักดิ์ เผยเรื่อง พระราชบัญญัติการพนัน ซึ่งหลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการปลดหลายกีฬาออก ด้วยว่า ไม่ว่าจะเป็นบิลเลียด โป๊กเกอร์ คงต้องไปดู และศึกษาให้ดี เข้าใจว่ามีคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย จะนำเรื่องเหล่านี้มาพิจารณา อย่างรอบคอบ ขอไปดูรายละเอียดอีกครั้ง

ส่วนกรณีที่ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) คนปัจจุบันกำลังจะหมดวาระในช่วงกลางปีนี้นั้น นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า แน่นอนว่าต้องไม่ให้สะดุด เพราะว่าผู้ว่าฯกกท.เป็นตำแหน่งที่สำคัญ ต้องไม่เกิดสุญญากาศในการทำงาน เพราะฉะนั้นกระบวนการตั้งคณะกรรมการสรรหาและเวลานั้น ขอไปดูข้อกฎหมายก่อน เพราะบางข้อสามารถทำได้เลย บางรัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรอิสระต้องมีเหตุเกิดก่อนถึงจะเริ่มตั้งได้ แต่ตามข้อกฎหมาย พรบ.กกท. ถ้าบอกว่าสามารถทำได้ก่อนก็คงจะต้องทำ เพื่อให้เมื่อกระบวนการสรรหาเสร็จเรียบร้อย และเมื่อผู้ว่าการฯคนปัจจุบันหมดวาระพอดีก็จะได้มีผู้ว่าการฯคนใหม่ทำงานได้เลย ไม่มีช่องว่างให้เกิดสุญญากาศ

นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่งชิงแชมป์โลก หรือเอฟวัน จะไปดูว่าการจัดอีเวนต์ต่อๆ ไปนี้ สิ่งที่ได้รับกับงบประมาณที่ต้องจ่ายคุ้มค่ากันไหม ทุกอย่างเชื่อว่าต้องขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของประเทศชาติ ส่วนตัวก็อยากที่จะจัดเอฟวัน แต่ประเทศได้อะไร กระทบกับเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของคนอย่างไรบ้าง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน