ความเคลื่อนไหวของทัพนักกีฬาไทย ซึ่งกำลังเตรียมทัพเพื่อลุยศึกใหญ่ใน มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ปี 2026 ที่เมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม
ล่าสุด ดร.ก้องศักดิ ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เผยว่า เรากำลังนำระบบที่เรียกว่า เนชั่นแนล เทรนนิ่ง เซนเตอร์ หรือ (NTC) เข้ามาใช้นำร่องในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ โดยจะเป็นระบบที่รวบรวมนักกีฬาทีมชาติเข้ามาฝึกซ้อมร่วมกันในส่วนกลางอย่างเป็นระบบ โดยสนับสนุนด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬาอย่างมืออาชีพ มีการทดสอบความแข็งแกร่งของร่างกายที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงมีแนวคิดที่จะแบ่งเกรดนักกีฬาแต่ละคน และละชนิดกีฬาตามผลงาน เพื่อให้เกิดความเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งโมเดลนี้ถือเป็นโมเดลที่นักกีฬาของสหราชอาณาจักร และหลายประเทศในยุโรปใช้กันแล้วเห็นผล
“การแบ่งเกรดนักกีฬา คือจะมีการแยกกลุ่มนักกีฬาที่มีผลงานชัดเจน มีเหรียญรางวัล กลุ่มที่กำลังพัฒนา กลุ่มเยาวชน ซึ่งจะส่งผลต่อเงินเดือนของนักกีฬาที่แตกต่างกัน เชื่อว่าจะทำให้นักกีฬามีความมุ่งมั่นตั้งใจ มีแรงจูงใจที่จะพัฒนาตัวเอง เพื่อสร้างผลงานและขยับเลเวลอัปเกรดเงินเดือนให้สูงขึ้น ผ่านการประเมินผลงานอย่างเข้มข้น แต่ถ้าผลงานไม่ดี มีอันต้องหลุดทีมชาติ หรือผลงานไม่เข้าเกณฑ์ ก็จะตกคลาสลงมา ตามแต่ละดับที่มีการจัดวางไว้” ผู้ว่าฯกกท. กล่าว
ดร.ก้องศักดิ เผยอีกว่า โมเดลนี้อาจจะเริ่มทดลองจากบางชนิดกีฬาก่อนในเอเชียนเกมส์ เพราะกรอบเวลากระชั้นชิดเกินไป แต่สำหรับโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่สหรัฐอเมริกา จะเตรียมงานกับกองทุนกีฬาแห่งชาติ เพื่อดำเนินการเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ และจัดเรียงกลุ่มเป้าหมาย อย่างบางชนิดกีฬาที่ผลงานเป็นที่ยอมรับเช่น ยกน้ำหนัก, แบดมินตัน, เทควันโด, มวย กลุ่มนี้ก็จะนำเอาโมเดล NTC เข้าไปใช้ตั้งแต่ระดับเยาวชน ส่วนบางกลุ่มชนิดกีฬาที่ยังไม่ได้รับความนิยมมาก อาจต้องเน้นเป็นรุ่น เป็นอีเวนต์ไปก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อว่างบประมาณที่จัดสรรลงไปจะคุ้มค่า และมีโอกาสที่ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในเวทีนานาชาติมากขึ้น