กรมพลศึกษา เดินหน้าขับเคลื่อน “จิตอาสากีฬา” สู่เครือข่ายชมรมส่งเสริมออกกำลังกาย-เล่นกีฬาทั่วประเทศ ชมรมทุกตำบล จัดตั้ง 8,041 แห่ง สร้างพลังเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมุ่งสร้างกลไกการมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับชุมชน

ผ่านการพัฒนา “จิตอาสากีฬา” ควบคู่กับการจัดตั้ง “ชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาประจำหมู่บ้าน” เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกิจกรรมทางกาย การออกกำลังกาย และการเล่นกีฬาได้อย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา ได้แถลงแนวทางการดำเนินงานดังกล่าว ณ ห้องประชุมบุญสม มาร์ติน สนามกีฬาแห่งชาติ

โดยมี ดร.สุธน วิชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมพลศึกษา นายสุรัตน์ จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา ตลอดจนผู้บริหารกรมพลศึกษาเข้าร่วม พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมการออกกำลังกายให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีเป้าหมายสำคัญในการปลูกฝังให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปมีนิสัยรักการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต การสร้างสังคมที่เข้มแข็ง และการมีสุขภาวะที่ดี

ตลอดจนช่วยให้ประชาชนห่างไกลจากยาเสพติดและอบายมุข ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีศักยภาพด้านกีฬาได้รับการพัฒนาทักษะไปสู่ความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

“จิตอาสากีฬา” พลังสำคัญจากประชาชนสู่การพัฒนาชุมชน

หนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนงาน คือ การพัฒนา “จิตอาสากีฬา” ภายใต้โครงการส่งเสริมอาสาสมัครกีฬาและผู้นำการออกกำลังกาย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกรมพลศึกษาดำเนินการร่วมกับหน่วยราชการในพระองค์ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภายใต้คณะทำงานด้านการส่งเสริมการเล่นกีฬา การออกกำลังกาย และจิตอาสากีฬา

แนวคิดสำคัญคือการสร้างประชาชนที่มีความรู้ มีทักษะ และมีจิตสาธารณะ ให้สามารถทำหน้าที่เป็น “กำลังสำคัญระดับพื้นที่” เชื่อมโยงนโยบายของภาครัฐไปสู่การปฏิบัติจริงในชุมชน เป็นผู้นำกิจกรรมการออกกำลังกายและกีฬา ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับฐานราก

ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมพลศึกษาได้สนับสนุนการจัดอบรมจิตอาสากีฬาแล้วรวมทั้งสิ้น 10 รุ่น มีผู้ผ่านการอบรมจำนวน 1,396 คน แบ่งเป็นการอบรมโดยใช้งบประมาณของกรมพลศึกษา 6 รุ่น จำนวน 873 คน ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เชียงราย นครศรีธรรมราช ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และบึงกาฬ

และการอบรมที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานภายนอก โดยเฉพาะจังหวัดและองค์การบริหารส่วนจังหวัด อีก 4 รุ่น จำนวน 523 คน ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด พิษณุโลก นนทบุรี และสมุทรปราการ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

หลักสูตรการอบรมได้รับการออกแบบให้ผู้เข้าร่วมมีความรู้ทั้งด้านทฤษฎีและทักษะปฏิบัติ ครอบคลุมภาวะผู้นำกิจกรรมและนันทนาการในวิถีชีวิตใหม่ หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อการประเมินและพัฒนาสมรรถภาพทางกาย

การออกแบบกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ การบริหารจัดการโครงการและการสร้างเครือข่าย ตลอดจนความรู้ด้านกีฬาและการจัดการแข่งขันกีฬา รวมถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับจิตอาสาพระราชทาน สถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชกรณียกิจด้านกีฬา

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราสัญลักษณ์โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ประดิษฐานบนวุฒิบัตรของผู้ผ่านการอบรมจิตอาสากีฬา พร้อมสิ่งของพระราชทานแก่ผู้เข้ารับการอบรม อันเป็นขวัญและกำลังใจสำคัญในการนำความรู้ไปสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและชุมชนต่อไป

จากเป้าหมาย 7,255 ชมรม สู่เครือข่ายกว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการจัดตั้ง “ชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาประจำหมู่บ้าน” โดยในระยะแรกกำหนดเป้าหมายจัดตั้งชมรมนำร่องอย่างน้อยตำบลละ 1 แห่ง รวม 7,255 แห่ง เพื่อสร้างพื้นที่และกลไกการมีส่วนร่วมด้านสุขภาพและกีฬาให้เกิดขึ้นใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด

การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระดับพื้นที่

ขณะที่เจ้าหน้าที่พลศึกษาของกรมพลศึกษาประจำอำเภอทำหน้าที่ประสาน อำนวยความสะดวก สนับสนุน และติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยจิตอาสากีฬาที่ผ่านการอบรม ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมของชมรม

ผลจากการดำเนินงานปรากฏว่า ณ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 กรมพลศึกษาได้รวบรวมข้อมูลการจัดตั้งชมรมจากเจ้าหน้าที่พลศึกษาประจำอำเภอทั่วประเทศ พบว่ามีชมรมที่จัดตั้งขึ้นแล้วจำนวน 8,041 แห่ง ครอบคลุม 76 จังหวัด สูงกว่าเป้าหมายเบื้องต้นที่กำหนดไว้ 7,255 แห่ง แสดงให้เห็นถึงการตอบรับและความร่วมมือของพื้นที่ในการนำกีฬาและการออกกำลังกายมาเป็นเครื่องมือพัฒนาสุขภาวะของประชาชน

นอกจากการดำเนินงานในส่วนภูมิภาค กรมพลศึกษายังให้ความสำคัญกับพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ โดยประสานความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครในการจัดตั้งชมรมนำร่อง 50 ชมรม ครบทั้ง 50 เขต เพื่อพัฒนารูปแบบกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมเมือง ซึ่งมีความแตกต่างทั้งด้านโครงสร้างประชากร พื้นที่สาธารณะ เวลา และรูปแบบการดำเนินชีวิต

เชื่อมโยงภาคีเครือข่าย เติมองค์ความรู้ แหล่งทุน และโอกาสสู่ชุมชน

การผลักดันชมรมให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทของกรมพลศึกษาเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน เช่น สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในระยะต่อไป กรมพลศึกษาจะพัฒนาฐานข้อมูลชมรมให้เป็นระบบ สามารถแบ่งปันและเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายใต้คณะทำงานฯ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานสามารถนำข้อมูลไปประกอบการวางแผนและสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาให้สอดคล้องกับพันธกิจ กรอบอำนาจหน้าที่ และบริบทของแต่ละพื้นที่

แนวทางดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงทั้งองค์ความรู้ ทรัพยากร แหล่งทุน และกลไกการบริหารจัดการเข้าสู่ชุมชน ทำให้ชมรมไม่เป็นเพียงพื้นที่จัดกิจกรรมเป็นครั้งคราว แต่พัฒนาไปสู่ “ระบบการมีส่วนร่วมของชุมชน” ซึ่งประชาชนสามารถคิด วางแผน และร่วมกันดำเนินกิจกรรมด้านกีฬาและสุขภาพได้ด้วยตนเอง

เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจำนวนชมรมที่เพิ่มขึ้น แต่คือการสร้างวัฒนธรรมที่ประชาชนมองการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และสร้างสภาพแวดล้อมให้คนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย สามารถเข้าถึงกิจกรรมทางกายได้อย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และสร้างชุมชนที่เข้มแข็งจากฐานราก

“จิตอาสากีฬา” สู่ความสำเร็จระดับประเทศ กับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569

ความสำเร็จของการพัฒนาจิตอาสากีฬา ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครกีฬาและผู้นำการออกกำลังกายให้เป็นกลไกการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนทุกช่วงอายุ ยังได้รับการยอมรับในระดับประเทศ เมื่อกรมพลศึกษาได้รับ รางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม (PGA) ประจำปี 2569 ประเภทเลื่องลือขยายผล ระดับดี จากผลงาน “การขยายผลการพัฒนาคนสู่การพัฒนาชุมชน ต่อยอดการจัดการกีฬาชุมชนอย่างยั่งยืน (Sport Society)”

รางวัลดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงผลสำเร็จของการใช้ “คนในชุมชน” เป็นหัวใจของการพัฒนา จากการสร้างผู้นำและจิตอาสากีฬา ไปสู่การขยายกิจกรรม การสร้างเครือข่าย และการบริหารจัดการกีฬาชุมชนที่สามารถต่อยอดและขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้อย่างยั่งยืน

จากจิตอาสากีฬา 1,396 คน สู่เครือข่ายชมรมกว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ จึงไม่ใช่เพียงผลสำเร็จเชิงตัวเลข หากแต่เป็นภาพสะท้อนของพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และประชาชน ที่ร่วมกันทำให้การออกกำลังกายและการเล่นกีฬาเกิดขึ้นใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น

กรมพลศึกษายังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสร้างกลไกเหล่านี้ให้เติบโตและมีความเข้มแข็ง เพื่อเปลี่ยนจาก “กิจกรรมเชิงรณรงค์” ไปสู่ “วัฒนธรรมการออกกำลังกายของสังคมไทย” อย่างแท้จริง ให้ประชาชนมีสมรรถภาพทางกายที่ดี มีสุขภาวะที่แข็งแรง ชุมชนมีความเข้มแข็ง และสามารถร่วมกันสร้างสังคมแห่งการออกกำลังกายและกีฬาได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

เพราะเป้าหมายปลายทางของการขับเคลื่อนทั้งหมด คือการทำให้คำว่า “กรมพลศึกษา ส่งเสริมการออกกำลังกายให้เป็นวิถีชีวิต เพื่อคนไทยมีสุขภาวะดี อย่างยั่งยืน” เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ของประเทศ และนำไปสู่การ “มอบความสุขให้มวลชน” ผ่านพลังของการออกกำลังกาย กีฬา และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน