กระแสดราม่าในวงการขาสั้นยังคงมีอย่างต่อเนื่อง เมื่อ นายฐิติโชติ เปี่ยมถาวรพจน์ ประธานชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อโต้แย้งและคัดค้านกรณีโรงเรียนพุทธิรังสีพิบูลออกแถลงการณ์ยกเลิกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมนักเรียนด้านกีฬาฟุตบอล โดยชี้ว่ามีการละเมิดข้อตกลงหลายประการ

โดย ชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล ระบุในแถลงการณ์ว่า

เรื่อง ขอเรียนและโต้แย้งยกเลิกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมนักเรียนด้านกีฬาฟุตบอล ระหว่าง โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล กับ ชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล ตามแถลงการณ์ของโรงเรียนฯ ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ข้าพเจ้า นายฐิติโชติ เปี่ยมถาวรพจน์ ในฐานะ ประธานชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล ขอเรียนและโต้แย้งยกเลิกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมนักเรียนด้านกีฬาฟุตบอล ระหว่างโรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล กับ ชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล ตามแถลงการณ์ของโรงเรียนฯ ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจและการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อตกลง ทำให้ชมรมฯ นักเรียนนักกีฬา และผู้เกี่ยวข้องได้รับความเสียหาย จึงขอยื่นหนังสือเพื่อขอทบทวน เพิกถอนการยกเลิก และให้ข้อตกลงยังคงมีผลบังคับต่อไป โดยมีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และข้อโต้แย้ง ดังนี้

ข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ระหว่างโรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล โดยผู้อำนวยการสถานศึกษา กับ ชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล โดยประธานชมรม ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมนักเรียนด้านกีฬาฟุตบอล (MOU) โดยข้อตกลงข้อ 7.2 กำหนดให้การยกเลิกข้อตกลงกระทำได้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งให้อีกฝ่ายทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องไม่กระทบถึงกิจกรรมหรือเรื่องผูกพันที่กำลังดำเนินการอยู่ ต่อมาโรงเรียนฯ ได้ออกแถลงการณ์ยกเลิกข้อตกลงความร่วมมือฯ ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 โดยอ้างเหตุว่าชมรมฯ ละเมิดข้อตกลงหลายประการ และให้การยกเลิกมีผลภายหลังทีมโรงเรียนแข่งขันรายการ 7HD แชมเปียนคัพ 2026 เสร็จสิ้นลง พร้อมให้ชมรมฯ ขนย้ายทีมงานและทรัพย์สินออกจากโรงเรียนภายใน 15 วัน

ชมรมฯ ได้ลงทุนและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อการส่งเสริมนักเรียนด้านกีฬาฟุตบอลมาโดยตลอด อาทิ ค่าอุปกรณ์กีฬา ค่าชุดแข่งขันและชุดฝึกซ้อมของนักเรียน ค่าเดินทางไปแข่งขันและฝึกซ้อม (รวมถึงการแข่งขันที่จังหวัดแพร่ วันที่ 3–4 ตุลาคม 2569) ค่าปรับปรุง/พัฒนาสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนเงินทุนและทรัพยากรอื่นที่ทุ่มเทเพื่อพัฒนานักเรียน หากการยกเลิกข้อตกลงมีผล ค่าใช้จ่ายและการลงทุนดังกล่าวย่อมสูญเปล่าและเกิดความเสียหายแก่ชมรมฯ อย่างร้ายแรง ซึ่งหากเลิกสัญญา คู่สัญญาย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้

นอกจากนี้ ชมรมฯ ยังได้ดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงสิ่งก่อสร้างภายในโรงเรียนเพื่อประโยชน์ของนักเรียนและโรงเรียน อาทิ อาคารโรงอาหาร สนามกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งโรงเรียนฯ อ้างว่าเป็นการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุมัติ (ละเมิดข้อ 3) แต่ข้อเท็จจริงคือ สิ่งก่อสร้างดังกล่าวล้วนเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนและนักเรียนโดยตรง เป็นประโยชน์ของโรงเรียนต่อไป และเป็นการดำเนินการที่โรงเรียนฯ ทราบและยินยอมแล้ว มิใช่การละเมิดข้อตกลง อีกทั้งการที่โรงเรียนฯ กำหนดให้ชมรมฯ ขนย้ายทรัพย์สินออกภายใน 15 วัน โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ที่โรงเรียนได้รับจากสิ่งก่อสร้างที่ชมรมฯ ลงทุนสร้างไว้ ย่อมไม่ธรรม และไม่ชอบด้วยหลักการทางกฎหมาย

ความร่วมมือระหว่างโรงเรียนฯ กับชมรมฯ ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อโรงเรียนและนักเรียนอย่างมาก อาทิ การส่งเสริมและพัฒนานักเรียนด้านกีฬาฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จและรางวัลของทีมโรงเรียน (รวมถึงการได้เข้าร่วมแข่งขันรายการ 7HD แชมเปียนคัพ 2026) ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของโรงเรียน การพัฒนาสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนกิจกรรมที่เสริมสร้างวินัย สุขภาพ และพัฒนาการของนักเรียน อันเป็นภารกิจสำคัญของสถานศึกษา

การยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ อย่างร้ายแรง ได้แก่

(1) ผลกระทบต่อนักเรียนนักกีฬา การถูกตัดสิทธิและโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาการด้านกีฬา ผลกระทบต่อสภาพจิตใจของนักเรียนผู้เยาว์ อันขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

(2) ผลกระทบต่อชมรมฯ การลงทุนและค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า การต้องขนย้ายทีมงานและทรัพย์สินภายใน 15 วัน การหยุดชะงักของกิจกรรมตามข้อตกลง

(3) ผลกระทบต่อโรงเรียน การสูญเสียการสนับสนุนจากชมรมฯ ทรัพย์สินและสิ่งก่อสร้างที่ชมรมฯ สร้างไว้อาจต้องถูกขนย้ายออก อันเป็นผลเสียต่อโรงเรียนเอง ตลอดจนความเสื่อมเสียชื่อเสียงและความเชื่อมั่น และ

(4) ผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะด้านการศึกษา การลดทอนโอกาสพัฒนานักเรียนด้านกีฬา ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของสถานศึกษาในสังกัด

ข้าพเจ้าขอโต้แย้งการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวด้วยเหตุผลทางกฎหมายและข้อเท็จจริง ดังนี้

ประการที่หนึ่ง การบอกเลิกข้อตกลงโดยฝ่ายเดียวจะสมบูรณ์ต่อเมื่อคู่กรณีมีสิทธินั้นจริงโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 และต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและขั้นตอนที่ข้อตกลงกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่สัญญากำหนดไว้ การบอกเลิกย่อมไม่ชอบ

ประการที่สอง ข้อตกลงข้อ 7.2 กำหนดให้ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร แต่โรงเรียนฯ ยังมิได้ส่งหนังสือแจ้งล่วงหน้าแยกต่างหากให้ชมรมฯ ทราบตามขั้นตอนดังกล่าว อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ข้อตกลงกำหนด ทำให้การบอกเลิกไม่ชอบ

ประการที่สาม เหตุละเมิดที่โรงเรียนฯ อ้างในแถลงการณ์ไม่เป็นความจริง หรือเป็นเรื่องที่โรงเรียนฯ ทราบและยินยอมแล้ว ซึ่งเมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา อีกฝ่ายย่อมไม่อาจบอกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวได้

ประการที่สี่ กรณีการบอกเลิกเพราะเหตุผิดสัญญา ฝ่ายที่ประสงค์จะเลิกสัญญาต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรและบอกกล่าวให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาภายในเวลานั้นก่อน แต่โรงเรียนฯ มิได้บอกกล่าวให้ชมรมฯ แก้ไขข้อกล่าวหาใด ๆ ก่อนออกแถลงการณ์ยกเลิก

ประการที่ห้า ชมรมฯ ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นรูปแบบคณะกรรมการ มีกรรมการชมรมหลายคน การบอกเลิกต้องแสดงเจตนาไปยังกรรมการชมรมทุกคน หากไม่ได้แจ้งให้บุคคลทุกคนในฝ่ายชมรมฯ ทราบ การบอกเลิกย่อมไม่ครบถ้วน

ประการที่หก การอ้างระเบียบว่าด้วยการพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษาในแถลงการณ์ เป็นการอ้างระเบียบฉบับ พ.ศ. 2548 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วล้วน โดยระเบียบที่ใช้บังคับในปัจจุบันคือระเบียบฉบับ พ.ศ. 2562 ซึ่งต้องพิจารณาตามนั้น

ประการที่เจ็ด ข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐกับชมรมฯ เพื่อส่งเสริมและพัฒนานักเรียนด้านกีฬาในสถานศึกษา อันเป็นภารกิจบริการสาธารณะด้านการศึกษา การบอกเลิกโดยใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาจึงต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและหลักความได้สัดส่วน การบอกเลิกครั้งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อหลักความได้สัดส่วน จึงต้องถูกโต้แย้งให้เพิกถอนได้

ประการที่แปด แถลงการณ์ยกเลิกข้อตกลงของโรงเรียนฯ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมิได้ปฏิบัติตามรูปแบบและขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญมาตรา 36 และมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กล่าวคือ มิได้ระบุชื่อและลงลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจทำคำสั่ง และมิได้แสดงเหตุผลประกอบคำสั่งอย่างครบถ้วน

การออกคำสั่งทางปกครองต้องเป็นไปโดยชอบด้วยรูปแบบและขั้นตอนตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งบัญญัติว่า “คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือ อย่างน้อยต้องระบุวัน เดือน และปีที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น” ตลอดจนต้องจัดให้มีเหตุผลประกอบคำสั่งตามมาตรา 37 อัน ประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ

ในกรณีของแถลงการณ์ยกเลิกข้อตกลงฉบับดังกล่าว ท้ายฉบับระบุเพียงว่า “ประกาศ ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรโรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล” โดยมิได้ระบุชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง และมิได้ลงลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามองค์ประกอบของมาตรา 36 ซึ่งกำหนดให้ต้องระบุชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น อันเป็นการบกพร่องต่อรูปแบบและขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญ ทำให้คำสั่งทางปกครองฉบับนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประการที่เก้า การที่แถลงการณ์ดังกล่าวระบุเพียง “ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากร” โดยมิได้ลงลายมือชื่อของบุคคลผู้มีอำนาจ ย่อมเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่าผู้ที่ถูกกล่าวอ้างได้รู้เห็น ยินยอม หรือลงนามในคำสั่งในนามของตนจริงหรือไม่ การออกคำสั่งทางปกครองหรือการแสดงเจตนาในนามของหน่วยงานหรือบุคคลใด ต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจและลงลายมือชื่อตามที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนด หากปรากฏว่าคำสั่งมิได้ลงลายมือชื่อของบุคคลผู้มีอำนาจ ระบุเพียงตำแหน่งหรือคณะบุคคลในภาพรวม ย่อมไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง (ผู้อำนวยการสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากร) กี่คน ชื่ออะไรบ้าง ได้รู้เห็น อนุมัติ หรือยินยอมให้ออกคำสั่งในนามของตนจริงหรือไม่

ทั้งนี้ หลักกฎหมายวางไว้ว่า นิติกรรมหรือการแสดงเจตนาที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อโดยบุคคลผู้มีอำนาจตามที่กำหนด ย่อมไม่มีผลผูกพันบุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายชมรมฯ ขอเรียนว่า โรงเรียนไม่ได้แสดงหลักฐานว่าผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้มีอำนาจได้รู้เห็น อนุมัติ และลงลายมือชื่อในแถลงการณ์ยกเลิกข้อตกลงฉบับดังกล่าวจริง หากไม่สามารถแสดงได้ ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าแถลงการณ์ฉบับนี้มิได้ออกโดยเจตนาของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจใช้เป็นเหตุบอกเลิกข้อตกลงและไม่อาจมีผลผูกพันชมรมฯ ได้

ประการที่สิบ การที่คำสั่งมิได้ลงลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง ย่อมเป็นข้อบกพร่องด้านรูปแบบอันเป็นสาระสำคัญ ทำให้คำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และตอกย้ำว่าคำสั่งมิได้เป็นเจตนาของผู้มีอำนาจจริง อีกทั้งการออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจอาจเป็นเหตุให้ผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิด การใช้อำนาจโดยมิชอบ การออกแถลงการณ์ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวโดยอ้างเหตุที่ไม่เป็นความจริง มิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่ข้อตกลงกำหนด และมิได้บอกกล่าวให้แก้ไขก่อน โดยส่งผลให้ชมรมฯ นักเรียนนักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องได้รับความเสียหายโดยตรง เข้าลักษณะเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งอาจส่งผลให้ ผู้อำนวยการ สถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากร ที่ถูกกล่าวอ้างถึง ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าพนักงานพึงต้องรับผิดชอบ ทั้งทางวินัยและทางอาญา

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ปกครองของนักเรียนที่เป็นนักกีฬาฟุตบอล ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนพฤติกรรมของผู้อำนวยการสถานศึกษา ต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา แล้ว และเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการสอบสวน/พิจารณาของต้นสังกัด การที่ผู้อำนวยการสถานศึกษาออกแถลงการณ์ยกเลิกข้อตกลงในระหว่างที่ตนกำลังถูกสอบสวนเรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบ ย่อมเป็นการออกแถลงการณ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่

(1) เป็นการกระทำในขณะที่ผู้ออกคำสั่งยกเลิก เป็นผู้ถูกร้องเรียนกำลังถูกตรวจสอบข้อเท็จจริง ย่อมกระทบต่อความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือของคำสั่ง

(2) วัตถุประสงค์ของการยกเลิกอาจมุ่งกลั่นแกล้งหรือโต้ตอบชมรมฯ ผู้เป็นผู้ร้องเรียน อันเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียน

(3) การออกคำสั่งทางปกครองดังกล่าวต้องเป็นไปโดยชอบด้วยรูปแบบและขั้นตอนตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งบัญญัติว่าคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องระบุวัน เดือน ปี ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น หากแถลงการณ์ยกเลิกมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 36 หรือออกโดยผู้ถูกร้องเรียน ซึ่งมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ย่อมทำให้คำสั่งทางปกครองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข้าพเจ้าจึงขอเรียนและขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

(1) ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและความชอบด้วยกฎหมายของการยกเลิกข้อตกลงความร่วมมือฯ และสั่งการให้ระงับ/ทบทวน/เพิกถอนการยกเลิกดังกล่าว เพื่อให้ข้อตกลงยังคงมีผลบังคับต่อไป และให้ชมรมฯ ได้ดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมนักเรียนด้านกีฬาตามข้อตกลงต่อไป

(2) ขอให้พิจารณาเรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบของผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และการดำเนินการทางวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

(3) ขอให้ตรวจสอบความชอบของการออกแถลงการณ์ยกเลิก ซึ่งออกโดยผู้ถูกร้องเรียนและอาจไม่ปฏิบัติตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

ทั้งนี้ ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าข้อเท็จจริงตามหนังสือนี้เป็นความจริง และพร้อมให้ข้อมูลพยานหลักฐาน และข้อชี้แจงเพิ่มเติมตามที่หน่วยงานร้องขอ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน