ผู้ปกครอง ของ 1 ในนักกอล์ฟ โพสต์เล่าประสบการณ์ตรงจากเหตุการณ์ฟ้าผ่าในสนามกอล์ฟ เผยไม่ควรปล่อยผ่านเรื่องนี้ เหตุการณ์จบไปแล้ว ลูกเราไม่เป็นอะไร แล้วถ้ามันเกิดขึ้นอีก…จะเป็นลูกใคร”
จากเหตุการณ์ฟ้าผ่าในสนามกอล์ฟที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 1 พ.ย.69 เป็นเหตุให้ น้องเอย่า เอยาวรินทร์ ประดับญาติ นักกีฬากอล์ฟเยาวชน อายุ 15 ปี เสียชีวิต โดย แม่น้องเอย่า ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ไอซ์ซี่ เอย่า ไอวี่ ประดับญาติ ขอบคุณทุกกำลังใจจากทุกช่องทาง และยืนยันจะทำทุกอย่างเพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับลูกสาว ไปก่อนหน้านี้
ล่าสุดผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Titapa Aomme Sawasdiruksa หนึ่งในผู้ปกครองของนักกอล์ฟ ที่เข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ออกมาโพสต์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด พร้อมกับเหตุผลที่ไม่ควรปล่อยผ่านเรื่องนี้ โดยข้อความรถบุว่า
“เหตุการณ์มันจบไปแล้ว ลูกเราก็ไม่เป็นอะไร” แล้วถ้ามันเกิดแบบนี้ขึ้นมาอีกล่ะ…จะเป็นลูกของใคร?
ขอเล่าเรื่องจริงในเหตุการณ์ ที่แม่อยู่ตรงนั้น ช่วงเวลาประมาณ 15:45 น. แม่นั่งทำงานรอลูกชายคนกลางแข่งกอล์ฟอยู่ที่คลับเฮ้าส์ ก๊วนของลูกมีนักกีฬา 3 คน แม่เปิดดู Live Score เห็นว่าใกล้จะแข่งจบแล้ว พอเห็นฟ้าแลบ ได้ยินเสียงฟ้าร้อง ก็ตกใจมาก หันไปคุยกับสามีว่า “น่าจะหยุดแข่งแล้วแหละ” เราเดินมายืนดูที่ระเบียง ซึ่งมองออกไปเห็นหลุม 18 เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าเริ่มดังขึ้น ตอนนั้นแม่ใจไม่ดีเลย “ลูกฉันอยู่ไหน?”
ตรงระเบียงมีเรายืนอยู่ 4 คน คือ พ่อต๊อบ แม่อ้อม แม่ไอซ์ (แม่น้องเอย่า) และคุณแม่อีกท่านหนึ่ง เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังขึ้นเรื่อย ๆ เรายืนคุยกันว่า “ทำไมกรรมการยังไม่หยุดแข่งอีก” พ่อต๊อบบอกว่า “นั่นไง ลูกเดินมาแล้ว กำลังจะขึ้นไปทีออฟแล้ว” พ่อกับแม่พยายามโบกมือห้าม บอกให้อย่าขึ้นไปทีออฟ แต่ลูกไม่เห็น เด็กทั้ง 3 คนในก๊วนสลับกันขึ้นตี แล้วรีบลงมา
เวลา 15:52 น. แม่โทรหาแคดดี้ของลูกชาย เพื่อจะบอกว่าไม่ให้แข่งต่อแล้ว ให้กลับเข้ามาที่คลับเฮ้าส์ แต่โทรไม่ติด จุดที่แม่ยืนอยู่คือระเบียงชั้นสอง บริเวณห้อง Tournament Room มองลงไปเห็นรถกรรมการจอดอยู่ แม่คิดว่า กรรมการต้องหยุดแข่งแล้วแหละ ฟ้าผ่าขนาดนี้ แม่เห็นกรรมการผู้หญิงถามเข้าไปในห้อง Tournament Room ว่า “หยุดแข่งเลยไหม?”
แต่สิ่งที่แม่ได้ยินจากกรรมการผู้หญิงที่พูดทวนคำสั่ง ทำให้แม่ตกใจมาก ในหัวตอนนั้นคิดว่า “เฮ้ย! จะบ้าเหรอ ถ้ามีใครโดนฟ้าผ่าขึ้นมาสักคน ใครจะรับผิดชอบไหว?”
ตอนนั้นแม่ใจสั่นไปหมด น้ำตาคลอ ร้องไห้แล้ว กลัวลูกจะออกไปตีช็อตที่ 2 ต่อ อยากวิ่งออกไปหาลูกมาก แต่ได้ยินเสียงฟ้าผ่ารอบสนาม รู้สึกเหมือนผ่าอยู่เหนือหัว และฝนเริ่มตกเม็ดใหญ่
จากนั้นกรรมการก็ใช้แตรลมแบบกระป๋องส่งสัญญาณอยู่หน้าคลับเฮ้าส์ แต่จากจุดที่แม่อยู่ ตอนนั้นเสียงแตรแทบสู้เสียงฝนและเสียงฟ้าร้องไม่ได้แล้ว แม่ตะโกนบอกรถกอล์ฟที่ขับผ่านหน้าคลับเฮ้าส์ ซึ่งน่าจะเป็นรถรับส่งนักกีฬาจากหลุม 9 ไปหลุม 10 ให้ช่วยไปรับเด็ก ๆ ที่หลุม 18 ด้วย แล้วรถกอล์ฟก็ไปรับเด็ก ๆ กลับมา นักกีฬา 3 คน และคุณแม่ผู้ปกครองอีก 1 คน นั่งเบียดกันมา ลูกชายนั่งตักคุณแม่ของเพื่อน สีหน้าดูกลัวมาก แต่พอเห็นพ่อกับแม่ แววตาของลูกก็ดีใจขึ้นมาทันที ส่วนแม่ พอเห็นลูกก็รีบวิ่งลงไปชั้นล่าง เข้าไปกอดลูกแล้วร้องไห้เลย
ได้คุยกับคุณแม่ผู้ปกครองที่อยู่ในก๊วน คุณแม่บอกว่าฟ้าผ่าน่ากลัวมาก ๆ เรายืนถามไถ่กันว่าเป็นอย่างไรบ้าง และคุยกันว่า ทำไมถึงไม่หยุดแข่งก่อนฟ้าจะผ่าลงมา
เวลา 16:14 น. แม่เปิดแอป WeatherBug ดูสภาพอากาศ และถ่ายวิดีโอหน้าจอเก็บไว้ ตอนนั้นแอปแสดงตำแหน่งฟ้าผ่าใกล้บริเวณที่เราอยู่แล้ว
พอได้คุยกับลูกชาย แม่ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เริ่มได้ยินเสียงฟ้าผ่าตั้งแต่ตอนไหน ลูกเล่าว่า ตอนอยู่บนกรีนหลุม 17 ก็ได้ยินเสียงฟ้าผ่าแล้ว หนูกลัวแต่พยายามรีบพัตต์ให้จบ ส่วนเพื่อนอีกคนกลัวมาก เขาดูแพนิคมาก พัตต์ไปพัตต์มากว่าจะลง หนูกับเพื่อนคุยกันว่า “เหลืออีกแค่หลุมเดียว เรารีบไปตีให้จบกันเถอะ”
เลยรีบเดินจากหลุม 17 มาหลุม 18 แล้วขึ้นไปทีออฟ ตอนลูกชายทีออฟก็มีเสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยง พอเพื่อนขึ้นไปทีออฟ ก็มีเสียงฟ้าผ่าดังขึ้นอีกครั้ง แล้วเด็ก ๆ ก็รีบลงจากแท่นทีออฟกัน
ลูกบอกว่า ตอนนั้นเริ่มมองหาที่หลบภัยแล้ว เห็นเหมือนห้องเล็ก ๆ คิดว่าจะเข้าไปหลบ แต่ดูเล็กมาก น่าจะเป็นห้องเก็บของ จากนั้นเห็นรถกอล์ฟของคนงานจอดอยู่ จึงไปขอความช่วยเหลือให้พากลับคลับเฮ้าส์ แล้วก็มีรถกอล์ฟมารับพอดี แต่ประโยคที่ลูกพูดกับแม่ ทำให้ยิ่งน้ำตาไหล… “พอเห็นป๊ากับแม่ยืนโบกมืออยู่ตรงคลับเฮ้าส์ หนูดีใจมาก เพราะหนูก็เป็นห่วงป๊ากับแม่เหมือนกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน เดินอยู่ในสนามหรือเปล่า กลัวป๊ากับแม่จะเป็นอันตราย” 😢
พอกลับมาดูผังสนาม โดยเฉพาะฝั่งหลุม 10–18 ยิ่งรู้สึกว่าเหตุการณ์ตอนนั้นน่ากลัวมาก คนที่ยังอยู่กลางสนามต้องเผชิญกับความเสี่ยงขนาดไหน จากตารางจัดก๊วนช่วงบ่าย ช่วงเวลานั้นตีจบไปแล้ว 8 ก๊วน เหลืออยู่ในสนาม 18 ก๊วน ก๊วนละ 3 คน จะมีนักกีฬา 54 คน แคดดี้อีก 54 คน และหากมีผู้ปกครองเดินตามเฉลี่ยก๊วนละ 1–2 คน ก็หมายความว่าอาจมีคนอยู่ในสนามมากกว่า 120 ชีวิต ตัวเลขนี้เป็นการประมาณจากตารางจัดก๊วนและจำนวนผู้ติดตามค่ะ
หลังเหตุการณ์ มีการพูดถึงกฎกอล์ฟข้อ 5.7a และตั้งคำถามว่า “ทำไมนักกีฬาไม่หยุดเล่นเอง ถ้าเห็นว่าอันตราย?” กฎข้อนี้ คือ นักกอล์ฟใช้สิทธิ์หยุดเล่นได้ หากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีอันตรายจากฟ้าผ่า แม้กรรมการยังไม่ได้สั่งหยุด โดยต้องรายงานต่อคณะกรรมการโดยเร็วที่สุด ขอตอบในมุมของแม่ตรงๆ นะคะ “พาลูกๆแข่งกอล์ฟมา 7 ปี ก็เพิ่งรู้จักกฏข้อนี้เลยค่ะ” รายการนี้เป็นการแข่งขันระดับเยาวชน อายุ 10–17 ปี เด็ก ๆ ยังเรียนรู้กฎกอล์ฟจากประสบการณ์แข่งขัน โดยเฉพาะกฎทั่วไปที่เจออยู่บ่อย ๆ แต่กฎเรื่องขอหยุดเล่นเองเพราะฟ้าผ่า จะมีเด็ก แคดดี้ ผู้ปกครองกี่คนที่รู้ เราแทบไม่เคยใช้กฎนี้ เพราะจากประสบการณ์ที่พาลูกไปแข่ง ทั้งรายการของสมาคมและผู้จัดเอกชนที่ผ่านมา มีการเฝ้าระวังสภาพอากาศ การประกาศหยุดแข่งขันชั่วคราว และการรับนักกีฬากลับคลับเฮ้าส์ก่อนที่สถานการณ์จะอันตราย
หลายครั้งฝนยังไม่ตก ฟ้ายังดูสว่าง แต่ก็มีการหยุดแข่งและพาเด็ก ๆ กลับเข้ามาแล้ว พอทุกคนอยู่ในที่ปลอดภัย จึงเริ่มมีฟ้าร้องฟ้าผ่า นักกีฬาเยาวชนเขาจะเชื่อฟังและเคารพกรรมการมาก เพราะทุกคนกลัวโดนตัดแต้ม ถ้ากรรมการยังไม่สั่งยุติการแข่ง นักกีฬาเขาก็จะทำหน้าที่เขาต่อค่ะ
โพสต์นี้อยากเล่าให้เห็นว่า ทำไมแม่ถึงรู้สึกว่าเราไม่ควรปล่อยผ่านเรื่องนี้ มาตรฐานการจัดการแข่งขัน การเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน การพาคนออกจากสนาม และหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย ต้องชัดเจน เพื่อให้ทุกคนในสนามได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย “วันนี้ลูกเราปลอดภัยได้กลับบ้าน แต่ต้องมีลูกอีกบ้านได้แต่ร่างลูกกลับไป”
ถ้าเราปล่อยผ่านโดยไม่มีการทบทวนและแก้ไข แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาอีกครั้งหน้าจะเป็นลูกของใคร?
ขอไว้อาลัยเอย่า วันนั้นแม่อ้อมได้เห็นรอยยิ้มที่มีความสุขของที่หนูนั่งคุยนั่งเล่นกับคุณแม่ก่อนไปแข่ง ได้เห็นโปรเพชร โปรที่รักหนูมากๆ มาคุยอวยพรให้หนูก่อนไปแข่ง ได้เห็นหนูแข่งจบ 9 หลุมแรก และผ่านไปหลุมที่ 10 สีหน้านิ่งๆแต่มุ่งมั่นของหนู ไม่คิดเลยว่า ภาพนั่นคือ การเดินทางไปตีกอล์ฟในหลุมสุดท้ายของหนู กว่าจะปั้นนักกีฬามาได้สักคน ต้องแลกกับอะไรมาบ้าง ครอบครัวนักกีฬาจะเข้าใจดี “ไม่ควรมีใครต้องเสียลูกไป จากสิ่งที่ป้องกันได้ ระวังได้ รู้ล่วงหน้าได้”