หลังจากที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้วางนโยบายให้ภาคเอกชนร่วมลงขันเพื่อซื้อสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ที่รัสเซีย เป็นเจ้าภาพระหว่าง 14 มิ.ย.-15 ก.ค. โดยมีบริษัทเข้าร่วมทั้งสิ้น 9 แห่งประกอบด้วย บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน), บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด

จากนั้นเมื่อ 8 มิ.ย.ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ร่วมประชุมหารือเพื่อกำหนดช่องที่ถ่ายทอดสดประกอบด้วย ทรูโฟร์ยู, อมรินทร์ทีวี และททบ.5 โดยเบื้องต้นนัดเปิดสนาม รัสเซีย พบ ซาอุดีอาระเบีย นัดชิงอันดับ 3 และรอบชิงชนะเลิศ จะถ่ายทอดสดพร้อมกันทั้ง 3 ช่อง ส่วนนัดอื่นๆแบ่งเป็นอมรินทร์ทีวี 31 คู่ และทรูโฟร์ยู 30 คู่ ขณะที่ททบ.5 ถ่ายคู่ขนานพร้อมกับอีก 2 ช่อง 30 คู่ โดยสามารถเลือกได้จากคู่ที่ อมรินทร์ทีวี และทรูโฟร์ยู อย่างไรก็ดีถึงตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียง 4 วันจะถึงคู่เปิดสนามฟุตบอลโลก 2018 แต่ประชาชนยังไม่ทราบโปรแกรมว่าช่องใดถ่ายคู่ไหน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกโซเซียลอย่างกว้างขวาง

ล่าสุด นายสกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เผยว่า เหตุที่ยังไม่สามารถประกาศโปรแกรมถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกให้ประชาชนได้รับทราบ เนื่องจากทั้ง ทรูโฟร์ยู อมรินทร์ทีวี และททบ.5 ยังคุยกันไม่ลงตัวในเรื่องแบ่งจำนวนคู่ถ่ายทอดสด โดยในส่วนของ ททบ.5 ต้องการที่จะได้คู่ถ่ายทอดสดโดยไม่ซ้ำกับ ทรูโฟร์ยู และอมรินทร์ทีวี ในเมื่อมีฟรีทีวีทั้ง 3 ช่อง น่าจะแบ่งให้ลงตัว ตนจึงเสนอไปว่า ให้ทั้ง 3 ช่องถ่ายทอดสดคู่เปิดสนาม นัดชิงชนะเลิศ และคู่ตัดเชือกพร้อมกัน จากนั้นจะเหลืออีก 60 คู่ให้หารกันลงตัวช่องละ 20 คู่ เพื่อความยุติธรรม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับทั้ง 3 ช่องว่าจะไปคุยกันอย่างไร ซึ่งส่วนตัวมั่นใจว่าขณะนี้คงคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ภายในวันสองวันนี้เราคงได้เห็นโปรแกรมถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ แต่จะดีกว่านี้ถ้าโปรแกรมออกมาก่อนจะเกิดคำถามเพราะครั้งนี้มีสปอนเซอร์ออกเงินให้ไปแล้ว

ขณะที่ “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ กุนซือและคอมเมนเตเตอร์ชื่อดัง ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ก่อนอื่นต้องถือเป็นเรื่องโชคดีของคนไทยที่มีรัฐบาล และเอกชน ร่วมมือกันให้คนไทยได้รับชมฟุตบอลโลกแบบเต็มอิ่มอีกครั้ง เพียงแต่การที่ยังไม่มีโปรแกรมถ่ายทอดสด หรือผังรายการที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลกของแต่ละช่องออกมา จึงทำให้กระแสฟุตบอลโลกในประเทศไทยครั้งนี้ดูจืดลง ไม่มีสีสันก่อนการแข่งขันให้เราได้เห็นและตื่นเต้นไปกับมันเหมือนทุกครั้ง อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เพราะการแบ่งช่องว่าช่องไหนจะถ่ายคู่อะไรมันมีผลต่อหน้าตา และความนิยมจึงอาจทำให้ติดขัดกันบ้าง แต่เชื่อว่าหากทุกช่องคุยกันได้ลงตัว และเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอลโลก กระแสต่างๆเหล่านี้จะกลับมา และทุกอย่างดำเนินไปตามทางที่มันควรจะเป็น ถ้าให้ดีเรื่องนี้ควรคุยให้จบตั้งนานแล้วเพราะประชาชนทั่วไปต้องการรู้ว่าจะติดตามดูทีมของตัวเองได้วันไหน เวลาใดรวมถึงช่องไหนด้วย

ด้านนายไพโรจน์ กิ่งแก้ว คอลัมนิสต์และผู้บรรยายกีฬา กล่าวว่าตนเองในฐานะแฟนกีฬาคนหนึ่งยอมรับว่าค่อนข้างผิดหวังกับโปรแกรมถ่ายทอดสดแต่ยังดีที่ตนพอจะรู้สาเหตุว่ามาจากอะไร ขณะที่ประชาชนทั่วไปไม่ทราบสาเหตุดังกล่าวทำให้เกิดคำถามและความกังวล ดังนั้นสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องออกโปรแกรมถ่ายทอดให้รับทราบโดยเร็วที่สุดเพื่อให้ทุกคนได้เตรียมความพร้อมว่าจะเลือกดูคู่ไหน ทางโทรทัศน์ช่องใด

“เรื่องนี้แฟนกีฬาไม่ได้ผลกระทบอะไรเพราะไม่ว่าจะถ่ายช่องไหนทุกคนได้ดูฟรีครบทุกคู่แน่นอน ส่วนปัญหาที่เกิดเนื่องจากแต่ละช่องที่ได้ถ่ายอาจไม่พอใจกับโปรแกรมของตัวเองเช่นช่อง 5 ได้คู่ใหญ่แค่ไม่กี่แมตช์ ช่องอมรินทร์อาจได้เวลาที่ไม่ดี ขณะที่ทรูแน่นอนว่าเป็นผู้เซ็นสัญญากับฟีฟ่าคงเลือกคู่ใหญ่ถ่ายในช่องของตัวเอง ผมเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของหน้าตาสถานีเพียงอย่างเดียว เพราะทั้งหมดไม่มีใครออกเงินซื้อเนื่องจากสปอนเซอร์ทั้ง 9 รายจ่ายเงินไปแล้ว 1,400 ล้านบาท ส่วนทั้ง 3 สถานีมีหน้าที่แค่รับสัญญาณถ่ายทอดสดเท่านั้น”

“อีกประการหนึ่งคือการที่ทรูเป็นผู้เซ็นสัญญากับฟีฟ่าในฐานะผู้ถ่ายทอดสด ดังนั้นเรื่องกระบวนการผลิตทั้งหมดอยู่ที่ทรูทั้งผู้บรรยายเกม นักวิเคราะห์ รวมถึงทีมงานด้านอื่น ส่วนอีก 2 ช่องมีหน้าที่เพียงรอรับสัญญาณจากทรูเท่านั้นไม่สามารถเลือกบุคคลากรของตัวเองไปร่วมในการผลิตได้ แต่ปัญหาหลักผมมองแค่เรื่องเดียวคือเรื่องหน้าตาของสถานีที่บางช่องไม่พอใจกับการได้ถ่ายทอดคู่ที่มีทีมใหญ่ไม่เท่ากับช่องอื่นอย่างแน่นอน”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน