เจอะเจอ “ศิริมงคล ลูกศิริพัฒน์” หนุ่มใหญ่วัย 68 ปี ข้างสังเวียนมวย บ่อยครั้งที่มีการแข่งขัน “น้าเษม” คือชื่อที่คนทั่วไปใช้เรียกขาน ยังเป็นคนกันเองนอบน้อมถ่อมตน แม้ยามสนทนากับคนทั่วไปคราวลูกหลาน แกก็ยังประพฤติและวางตัวได้งดงามเช่นนี้มาโดยตลอดสม่ำเสมอ

“น้าเษม” มีงานประจำเป็นพนักงานขับรถให้กับ “เสี่ยเน้า”วิรัตน์ วชิรรัตนวงศ์ แห่งเพชรยินดี โปรโมชั่น ผู้กว้างขวางในการสร้างสันแชมป์โลกชาวไทย ถือเป็นสารถีคู่ใจที่อยู่รับใช้บอสใหญ่มานานหลายสิบปี
ในแวดวงฝูงชนคนดูมวย จะมีเด็กรุ่นใหม่ใครสักกี่คน ที่พอจะรู้บ้างว่า อดีตวันวานแชมป์มวยไทย เวทีมาตรฐานลุมพินี (เดิม) ย่านบ่อนไก่ ถึงสองรุ่นในยุคเมื่อ 40 กว่าปีก่อนผู้นี้ เคยเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจที่สุด เมื่อเขาเคยปลิดชีวิตคู่ต่อสู้ จนหมดลมหายใจตายคาเวทีมาแล้ว…!!
ย้อนไปในอดีต “ศิริมงคล” มีชื่อจริงว่า “เกษม ประไพศรี เป็นชาวแปดริ้ว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เกิดเมื่อ 2 ธันวาคม พ.ศ.2489 เติบโตและร่ำเรียนเหมือนเด็กบ้านนอกทั่วไป แถมสมัยหนึ่งยังเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนเดียวกันมากับ “บิ๊กซ้ง” ทรงชัย รัตนสุบรรณ ผู้ผันตัวไปเป็นโปรโมเตอร์ใหญ่ครองใจแฟนมวยในเวลาต่อมาอีกด้วย

ช่วงชีวิตให้คิดคำนึง นึกๆไปเหมือนดังเพลงที่เคยฟังจากภาพยนตร์ “คิดๆไปก็น่าขำคนเรานั้น อยากจำกลับลืม แต่สิ่งที่อยากลืมกลับจำ..”
“น้าเษม” หรือ ศิริมงคล สมัยเริ่มชกมวยไทยใหม่ๆ เมื่อได้วัย 17 ขวบปี ใช้ชื่อ “สุขเกษม ลูกสี่แยก” เป็นมวยซ้ายหมัดหนัก ทั้งเตะต่อยแพรวพราว ออกตะบันเดิมพันล่าเงินรางวัลอยู่แถวบ้าน ราวปี พ.ศ.2509 ขึ้นชกที่วัดแคลาย แถวแปดริ้ว ถิ่นเกิด ซึ่งจัดเป็นงานวัดประจำปี มีอากรมหรสพ รวมทั้งชกมวยถึง 5 วัน 5 คืน
ด้วยความที่เป็นมวยดีมีอนาคต “น้าเษม” หนุ่มหล่อในยุคนั้น ขึ้นชกวันแรก เป็นคู่เอกเอาชนะคู่ชกเพียงแค่ยก 2 รุ่งขึ้นเมื่อมาเปรียบมวยในช่วงเช้าวันที่ 2 จึงถูกประกบให้ชกต่อกับ “อุสมานน้อย ลูกคลอง 18” ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มี พรบ.มวย คุ้มครอง ตามออกมาเป็นกฏหมายห้ามชกติดต่อกันแต่อย่างใด
และตัวของ”น้าเษม”เองก็มิได้คาดคิดเลยว่า เหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น จะกลายเป็นโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้า ที่เฝ้าเป็นตราบาปในจิตใจแกที่อยากลืมเลือนมาตลอดชีวิต

เมื่อเวลาการชกมาถึง “การต่อสู้วันนั้นขึ้นมาเพียงยกแรก หลังดูเชิงกันได้เพียงครู่เดียว ผมก็เดินหน้าตามสไตล์ แล้วโยนเข่าเข้าที่ลิ้นปี่อุสมานน้อย ทีเดียวเท่านั้น เขาก็ล้ม ร่วงลงไปกองให้กรรมการนับจนครบสิบแพ้น็อกแล้วไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย…” ผู้เล่าเฝ้าก้มหน้าอธิบายความหลัง
สิ้นสุดการชกในวินาทีนั้น เมื่ออุสมานน้อยนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ฝูงชนคนดูก็แห่กันรายล้อมเข้าไปเบียดเสียดมุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังปฐมพยาบาลเยียวยาเบื้องต้นไม่เป็นผล จนวิญญาณของอุสมาน้อยได้ออกจากร่าง สร้างความเศร้าโศกให้กับ ศิริมงคล มาจนถึงทุกวันนี้
“ช่วงวินาทีนั้น แพทย์สนาม หรือหมอข้างเวทีก็ไม่อยู่ในเหตุการณ์ เพราะเผลอไปเดินเล่นอยู่ในงานวัด กว่าจะกลับมาก็ไม่ทัน และที่สำคัญผมเชื่อว่าเป็นเพราะคนดูก็พากันแห่เข้ามารุมมุงดูจนแน่นขนัดไปหมด ผู้บาดเจ็บจึงไม่มีอากาศหายใจ…” ศิริมงคล เล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
เหตุการณ์ครั้งนั้น แพทย์วินิจฉัยว่า เป็นอาการกระทบกระเทือน จากการแข่งขัน จนถึงขั้น “ดีแตก” ตาย แม้น้าเษมจะไร้ความผิดทางอาญา แต่เขาก็ได้รับการตราหน้าว่า “ฆ่าคนตาย” พร้อมสื่อขนานนามตามหลังยุคนั้นว่าเป็น “ซ้าย เพชฌฆาต” บ้าง “ซ้ายมัจจุราช” บ้าง ไปเลยทีเดียว
“พอรู้ว่าเขาเสียชีวิต ผมเสียใจ และรู้สึกกลัวมาก หนำซ้ำคืนนั้น ผมยังต้องพายเรือกลับบ้าน ตามลำพังคนเดียวอีกด้วย ผมกลัวและเสียใจ จริงๆ ถึงกับร้องไห้ไปตลอดทาง” เจ้าตัวรำลึกถึงความหลัง
ไม่น่าเชื่อหลังการชกครั้งนั้น น้าเษม ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อชกมวยเป็น “ศิริมงคล ลูกศิริพัฒน์” จากการฟูมฝักของหัวหน้าคณะ “โกเฮง อ่าวถาวร” (โกฮง นั้นเป็นรุ่นน้อง) ต่อมาจึงได้เขยิบขึ้นชกไปชกในเวทีมวยเมืองกรุง เป็นครั้งแรกที่เวทีราชดำเนิน
ด้วยกิตติศัพท์เคยต่อยคู่ชกตายคาเวทีมาแล้ว ทว่าเมื่อขึ้นชกจริง กลับถูกไล่ลงเพียงแค่ยกแรกเท่านั้น ในการชกกับ “เซนเต็ก วงเวียนใหญ่” เนื่องจากเป็นการตื่นเวที แต่กรรมการและเซียนมวยนั้นมองเป็นว่า ชกไม่สมกับดีกรีเคยฆ่าคนตายไปเสียฉิบ..!!
อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา ศิริมงคล กลับสามารถกู้ชื่อและประกาศศักดา คว้าแชมป์มวยไทย เวทีลุมพินี ได้ถึง 2 เส้น คือแย่งแชมป์เส้นเฟเธอร์เวต ชนะคะแนน อนันตกร ส.ลูกเมืองราช (อนันตเดช ศิษย์หิรัญ) ในปี พ.ศ. 2513 และ ซิวแชมป์”ว่าง”ไลต์เวต เวทีเดียวกัน ด้วยการชนะน็อก พยัคฆ์ภูมิ พยัคฆ์ขาว ยก 3 ในปี พ.ศ. 2517
ศิริมงคล ลูกศิริพัฒน์ ผ่านการฟาดปากกับมวยไทยแนวหน้าในยุคนั้นมา มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ,วิชาญน้อย พรทวี,คงเดช ลูกบางปลาสร้อย ,ผุดผาดน้อย วรวุฒิ ซ้ำยังเคยทุบ “พุฒิ ล้อเหล็ก” ยอดมวยไทยผู้ไม่เคยถูกใครต่อยนับ ร่วงจ้ำเบ้า แต่กรรมการตกใจไม่ทันนับมาแล้วด้วย
นอกจากฝีมืออันน่าชื่นชมแล้ว ที่สำคัญ ศิริมงคล ได้ส่งเงินหลังการชกทุกครั้ง มอบให้กับครอบครัวของอุสมานน้อย เดือนละ 300 บ้าง 500 บ้าง เป็นค่าศึกษาเล่าเรียนให้กับลูกๆ ของอดีตคู่ชกผู้เสียชีวิตด้วยน้ำมือตน จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับมัธยม หนำซ้ำหลังเลิกชกมวยไปขุดทองเป็นเทรนเนอร์ที่ญี่ปุ่น เมื่อกลับมาเมืองไทยก็ยังได้นำเงินก้อนอีก 4-5 พันบาทในสมัยนั้น ไปมอบให้กับครอบครัวของผู้ตายอีกด้วย
พฤติกรรม การกระทำของเขานั้น ได้รับการกล่าวขวัญยกย่องอย่างกว้างขวาง จากคนในวงการมวย จนได้ฉายาในเวลาต่อมาว่า “นักชกกตัญญู” รวมจนถึง “สุภาพบุรุษนักชก” อีกคนหนึ่งเลยทีเดียว

มวยนั้นถือเป็นกีฬาที่รุนแรง แม้มีไม่บ่อยนักที่ผู้แข่งขันอาจได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นเสียชีวิต แต่เหตุการณ์ดังกล่าว ถือเป็นอุธาหรณ์ และตัวอย่างในการเตือนสติให้ผู้เกี่ยวข้องต่อการจัดการแข่งขันทั้งหลาย ต้องพึงระวังและป้องกัน มิให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก ซ้ำยังเป็นการป้องกันไม่ให้สังคมนั้นโยนความผิดไปที่ผู้กระทำ จนกลายเป็นตราบาป ให้เขากล่าวแก้ตัวได้เพียงแค่ว่า “ผมไม่ได้ฆ่าเขา เพราะเจตนา…”
ฟังแล้ว ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าสิ้นดี !?!?!
บทความจาก สอดสร้อย สาวสังเวียน ใน นสพ.ข่าวสด มิถุนายน ปี พศ.2558

*** ขอเรียนเชิญ แฟนมวย ตลอดจนบุคคลทั่วไปทุกท่าน ร่วมงานสวดพระอภิธรรม “น้าเษม” นายเกษม ประไพศรี (ศิริมงคล ลูกศิริพัฒน์ ) อดีตแชมเปี้ยนมวยไทย เวทีลุมพินี รวมอายุ 71 ปี ณ วัดโสมนัส ราชวรวิหาร ศาลา 6 กทม. วันที่ 21-25 สิงหาคม 2561 เวลา 18.30 น.
พระราชทานเพลิง วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2561 เวลา 15.30 น.