การแข่งขันมวยสากลสมัครเล่น เอเชียนเกมส์ 2018 ที่จาการ์ตา อินเตอร์เนชันแนล เอ็กซ์โป เมื่อวันที่ 31 ส.ค. เป็นการชกในรอบรองชนะเลิศ รุ่น 57 กก. หญิง “เมษา” นิลาวัลย์ เตชะสืบ พบกับ หยิน จุนหัว จากจีน ซึ่งเป็นแชมป์เก่า และ รองแชมป์โอลิมปิกหนล่าสุด

ผลการแข่งขันปรากฏว่า นิลาวัลย์ ไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของ หยิน จุนหัว ได้ แพ้คะแนน 0-5 เสียง ได้แค่เหรียญทองแดง
ส่งผลให้ผลงานของนักชกไทยในรอบรองชนะเลิศ เข้าชิงทั้งหมด 6 รุ่น แต่สามารถผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้แค่ 1 รุ่น คือ รุ่น 60 กก. หญิง “แต้ว” สุดาพร สีสอนดี
นิลาวัลย์ เผยหลังการชกว่า “วันนี้ทำเต็มที่แล้ว มาครั้งเอเชียนเกมส์ครั้งแรกได้เหรียญกลับไป จากนี้ขอทำเต็มที่จะต้องไปโอลิมปิกในอีก 2 ปีข้างหน้าให้ได้ เพราะนี่คือความฝันของหนู”
โดย ฮวน ฟอนตาเนียล ผู้ฝึกสอนทีมกำปั้นหญิงไทย กล่าวว่่า “พอใจกับผลงานของ นิลาวัลย์ ถือว่าทำได้ดีแล้ว เพราะเขายังเป็นมวยที่ขาดเวที ขาดประสบการณ์ แต่ก็มีรูปร่างดี สูง และมีจิตใจที่สู้ เชื่อว่าอีก 2 ปีข้างหน้าเขามีโอกาสได้ไปโอลิมปิก แต่วันนี้พรุ่งนี้เรายังมีลุ้นเหรียญทอง แต้วสู้ได้ มีโอกาสได้เหรียญทอง 90 เปอร์เซ็นต์”
โค้ชทีมหญิงไทย ยังพูดถึงการที่ฝ่ายชายไม่มีนักมวยผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้แม้แต่คนเดียวว่า “ส่วนตัวไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนเหมือนต่อยชนะยกที่ 1 ยกที่ 2 แต่พอยกที่ 3 อยู่ดีๆก็ไม่ออกหมัด ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร ไทยมีมวยชายที่ดีหลายคน ตอนนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องโค้ช หรือ การซ้อม เพราะทุกคนฟิต ไม่ใช่ว่าไม่มีแรง แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ออกหมัด ปัญหาอยู่ที่ตัวนักมวยเอง คิดว่าน่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง”
ด้าน นายสมชาย พูลสวัสดิ์ ประธานพัฒนาเทคนิค สมาคมกีฬามวยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โดยรวมแล้วพอใจผลงาน หลายคนชกได้ดี แต่แปลกใจ วุฒิชัย ที่รอบรองฯ ชกผิดฟอร์ม ถ้าชกเหมือนเดิม ยังไงก็เหรียญทอง อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทีมนักชกไทย ทำได้ดีในศึกเยาวชนโลก ที่ฮังการี ดังนั้นยังมีเวลาสร้างขึ้นมาทดแทน
ฮวน ฟอนตาเนียล เฮดโค้ชทีมมวยหญิง บอกว่า ตนก็ไม่รู้ว่าทำไมนักชกไทย ถึงผลงานไม่ดีในรอบรองฯ เพราะสภาพร่างกายทุกคนฟิตสมบูรณ์ทั้งชายและหญิง เท่าที่เห็นนักชกชาย พอชกได้ดียก 1-2 พอมายก 3 ไม่ค่อยออกหมัด
รุ่น 64 กก. ชาย “เอ็ม” วุฒิชัย มาสุข แชมป์เก่าชาวไทย พบกับ ชินโซริก บาตาร์ซุกห์ จากมองโกเลีย

โดยการชกทั้งสองฝ่ายสู้กันอย่างสูสี เน้นการคุมเชิงเพื่อชิงจังหวะ แต่โดยรวมดูเหมือนนักชกมองโกเลียจะออกหมัดมากกว่า ผลสุดท้าย วุฒิชัย แพ้คะแนนหวุดหวิด 2-3 เสียง ชวดโอกาสป้องกันแชมป์ และทำได้แค่เหรียญทองแดง ในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ พร้อมกับทำให้กำปั้นหนุ่มไทยตกรอบครบทุกคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ยังถือเป็นครั้งแรกในรอบ 44 ปี ที่ไม่มีนักชกชายไทยเข้ารอบชิงชนะเลิศ ในเอเชียนเกมส์ นับตั้งแต่ เอเชียนเกมส์ 1974 ที่อิหร่าน
โดยหลังจบการชก วุฒิชัย เผยว่า “สำหรับไฟต์วันนี้ถือว่าไม่ได้เหนื่อยมาก แต่ว่าทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ก็เลยแพ้เขาไป”
รุ่น 60 กก. หญิง “แต้ว” สุดาพร สีสอนดี พบกับ ฮัสวาตุน ฮาซานาห์ ขวัญใจเจ้าถิ่นอินโดนีเซีย

ไฟต์นี้เป็นสาวไทยที่คุมระยะการชกได้ดี ออกหมัดเข้าเป้าและชกได้เหนือชั้นกว่า ชนะคะแนนเอกฉันท์ 5-0 เสียง ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ พร้อมการันตีเหรียญเงินเป็นคนแรกของทีมกำปั้นไทย โดยจะเข้าไปพบกับ โอ ยอนจี จากเกาหลีใต้ เจ้าของแชมป์เอเชีย 2 สมัย ในเวลา 16.15 น. วันที่ 1 ก.ย. นี้
หลังการชก แต้ว เผยว่า “วันนี้ต่อยกับเจ้าภาพค่อนข้างกดดัน รวมถึงการที่ผู้ชายของเราแพ้ไปก่อน 3 รุ่น ทำให้ยิ่งกดดันมากขึ้น แต่โค้ชบอกว่าไม่ต้องกดดัน คนอื่นแพ้ไปแล้วก็แพ้ไป เราต้องอยู่ในเกมของเรา ต่อยตามแผนของเรา พยายามเช็ตระยะ ใช้หมัดหน้านำ นี่เป็นครั้งแรกที่แต้วมีเหรียญเอเชียนเกมส์ รู้สึกมีความสุขและตื้นตันใจมาก ตอนนี้เป้าหมายเดียวคือต้องสู้เพื่อเหรียญทอง ตอนนี้อายุทางกีฬาของแต้วก็เยอะแล้ว แต้วก็อยากรับราชการมีงานที่มั่นคง ขอก็ฝากผู้ใหญ่ใจดีช่วยรับอุปการะเด็กบ้านๆคนหนึ่งเข้าไปรับราชการด้วยนะคะ”
ส่วนผลการแข่งขันคู่อื่น
รุ่น 69 กก. ชาย “ลม” สายลม อาดี กำปั้นมากประสบการณ์ วัย 32 ปีของไทย ดวลฝีมือกับ โบโบ อุสมอน บาตูรอฟ ดาวรุ่งวัย 23 ปี จากอุซเบกิสถาน 
“สำหรับเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเพราะทำได้อย่างตั้งใจไว้ว่าอยากได้สักเหรียญไปฝากคนไทย แต่เสียดายที่เป็นแค่เหรียญทองแดง เพราะผมก็อยากเข้าชิงฯ ต้องขอโทษพี่น้องชาวไทยด้วย วันนี้ผมทำหน้าที่สุดความสามารถของตัวเองแล้ว ไฟต์นี้ถือว่าสูสี ใครชนะก็ได้ แต่ผลตัดสินเป็นของกรรมการ ผมก็ยอมรับคำตัดสิน จากนี้ตั้งเป้าไว้ว่าจะคัดตัวไปโอลิมปิก แต่ถ้าไม่ได้ไปก็เลิกเล่นแน่นอนครับ” สายลม กล่าวหลังการชก
“ดัง” ยุทธพงษ์ ทองดี ขึ้นชกในรุ่น 52 กก. ชาย พบกับ โรเกน ลาดอน ดีกรีเหรียญทองแดงชิงแชมป์โลก เมื่อปี 2015 จากฟิลิปปินส์

คู่นี้ ยุทธพงษ์ เดินหน้าบุกและปล่อยหมัดมากกว่าตลอดการชก และปล่อยหมัดจนคู่แข้งคิ้วขวาแตกในช่วงยกที่ 3 แต่กำปั้นฟิลิปปินส์ อาศัยความแม่นยำจากการดักชิงจังหวะ สุดท้าย ยุทธพงษ์ แพ้คะแนนเอกฉันท์ 0-5 ได้แค่เหรียญทองแดง
หลังการชก ยุทธพงษ์ กล่าวว่า “อยากแรกต้องขอโทษทุกคนที่ไม่สามารถคว้าเหรียญทองมาได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้ ขอบคุณทุกคนที่คอยให้กำลังใจเสมอมา วันนี้ทำเต็มที่ ทำอย่างสุดความสามารถแล้ว ยอมรับว่าอาจจะต่อยไม่ค่อยแม่น และกังวลกับแผลแตกมากเกินไป เราต่อยเขาแตกเยอะเลยพยายามจะย้ำ แต่กรรมการก็ไม่ได้เช็คอะไร อีกส่วนนึงอาจจะประมาทไปหน่อย เพราะเราตั้งเป้าไว้ที่เหรียญทอง แต่ผู้แพ้ก็คือผู้แพ้ ไม่มีข้อแก้ตัว”

ต่อด้วย รุ่น 60 กก. ชาย รอบตัดเชือก “กี้” รุตชการญ์ จันทร์ตรง ดวลกำปั้นกับ ชุนกอร์ อับดูราซูลอฟ ดาดาวรุ่งวัย 20 ปี ดีกรีเหรียญทองแดงเยาวชนโลก เมื่อปี 2016 จากอุซเบกิสถาน
คู่นี้ทั้งสองฝ่ายแลกหมัดกันอย่างสูสี โดย รุตชการญ์ ปล่อยหมัดเข้าเป้าหลายหน แต่เสียบเปรียบที่เรื่องความเร็ว ขณะที่ ชุนกอร์ เน้นการโจมตีด้วยหมัดชุด และมาโกยแต้มในช่วงยกที่ 3
ผลสุดท้าย รุตชการญ์ แพ้คะแนน 0-5 ได้แค่เหรียญทองแดง
หลังการชก “กี้” ให้สัมภาษณ์ ว่า “วันนี้ทำเต็มที่แล้ว ครั้งนี้มาเอเชียนเกมส์ครั้งแรกได้เหรียญกลับไปก็ถือว่าพอใจ จากนี้อยากไปโอลิมปิก จะทำให้เต็มที่ วันนี้ไม่รู้ส่วนตัวไม่รู้ว่าแพ้เพราะอะไร แต่คิดว่าผมต่อยแม่นกว่า ทั้งนี้ต้องขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ”