“ขุนเข่าเสาโทรเลข” คือฉายาของ ดีเซลน้อย ช.ธนสุกาญจน์ ยอดมวยไทยตัวจริงเสียงจริง เปิดอกพรั่งพรูมวยไทยยุคปัจจุบัน ไร้สีสันจนทำ “มวยเข่า” ใกล้จะสูญพันธุ์ เปรียบเทียบชาวต่างชาติกำลังจะไล่ตามทันเข้าไปทุกขณะ

ล่าสุด “พี่ต้อย” ดีเซลน้อย อดีตยอดมวยไทย ร่างสูงโย่ง มีชื่อจริงว่า “ชรินทร์ สอนดี” เป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับเชิญจาก เซลโซ่ ริคาร์โด ผู้ทรงอิทธิพลในด้านมวยไทยที่ประเทศบราซิล ออกค่าใช้จ่ายเดินทางไปเป็นวิทยากรสอนพิเศษมวยไทย ถึงนครริโอ เดอ จาเนโร แดนบราซิลเลียนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีลูกศิษย์ชาวแซมบ้าทั้งหญิงชายผู้สนใจวิชามวยไทยมากมายหลายร้อยคน พร้อมใจกันเข้าฝึกอบรมศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลก จาก “พี่ต้อย” เจ้าของฉายา “ขุนเข่าเสาโทรเลข” หนึ่งในตำนานยอดมวยไทยตัวจริงตลอดกาลวัย 56 ปี

ดีเซลน้อยเป็นครูขึ้นเวทีแนะนำทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เผยกลเม็ดเคล็บลับแม่ไม้มวยไทย การแก้ทาง การออกอาวุธมวยต่างๆ อย่างหมดเปลือก ใช้เวลาราวสามชั่วโมงในการให้ความรู้ ขนาดสื่อบราซิลอย่าง “jornal braganca” ยังเกาะติดขอสัมภาษณ์ นำภาพไปออกอากาศรายการทีวีในช่วงค่ำวันถัดมาอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ในวันรุ่งขึ้นทางผู้จัดยังพาดีเซลน้อยเดินทางไปสอนต่ออีกเมือง เพื่อให้ความรู้แก่ชาวบราซิลที่สนใจฝึกมวยไทย ด้วยสมาชิกจำนวนหลายร้อยคนไม่น้อยกว่าการสอนในวันแรกอีกด้วย จากนั้นช่วงวันเวลาที่เหลือ ก็พายอดมวยไทยตระเวนท่องเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆ อย่าง “กริชตูเรเดงโตร์” ประติมากรรมพระเยซู ตั้งอยู่บนยอดเขากอร์โกวาดู พร้อมเลี้ยงดูอย่างอิ่มหนำสำราญให้สมกับเป็น วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่รอนแรมเดินทางไกลมาจากอีกซีกโลก ก่อนจะส่งดีเซลน้อยเดินทางกลับผืนแผ่นดินไทย สร้างความประทับใจทั้งผู้ต้อนรับ และผู้ได้รับเชิญ จนต้องเก็บมาบอกเล่าให้กับแฟนๆ ชาวไทยที่สนใจได้รับทราบกัน

หลังกลับถึงเมืองไทย “พี่ต้อย” เล่าว่า “การได้รับเชิญจากทางบราซิลให้เดินทางไปสอนมวยยังดินแดนของเขาในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปเยือนและเป็นการเชิญผมไปเพียงลำพัง มีเพียง”เจ้าเปา” ฝรั่งชาวบราซิล ที่พูดไทยได้เพียงคนเดียวเท่านั้นเป็นเพื่อนพาไป และทำหน้าที่เป็นล่ามประสานงานให้ทางผู้จัดเองบอกกับผมว่า ปีหน้าเขาจะเชิญไปอีกครั้งและจะจองตัวให้อยู่สอนมวยที่บราซิลนานถึงสามเดือนเลยทีเดียว เพราะการได้เรียนรู้เรื่องมวยไทยจากนักมวยไทยจริงๆ นั้น ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างมากมายที่เขาต้องการศึกษา”
ยอดมวยกรุงเก่าฯ สาธยายต่ออย่างเข้มข้น “ยกตัวอย่างเรื่องการออกอาวุธของมวยเข่า เมื่อเวลาเจอมวยหมัด เราจะทำอย่างไร ?!?! จะแก้ทางมวยคู่ต่อสู้อย่างไร ?!?! ซึ่งผมบอกได้เลยว่า ปัจจุบันฝรั่งพวกนี้มีความแข็งแกร่งก็จริง ทว่าความละเอียดอ่อนในเชิงมวยไทยที่มีเทคนิค มีแม้ไม้ต่างๆ นั้นเขายังไม่เจนจัดเท่ากับเรา แต่เชื่อแน่ได้เลย ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หรือแม้กระทั่งทุกวันนี้ ฝรั่งต่างชาติที่เริ่มหันมาสนใจชกมวยไทยกันอย่างจริงจัง จะมีศักยภาพทัดเทียมไม่น้อยหน้านักมวยไทยแท้ๆ บ้านเราเข้าไปทุกทีแล้ว”
ขุนเข่ายอดตำนานถอนหายใจเฮือกก่อนขยายความ “ถ้าพูดกันตรงๆ นะ ฝรั่งพวกนี้เขามีความอดทน มีความพยายาม เพียงแต่ประสบการณ์ยังน้อย แต่ต่อไปเชื่อว่ามวยไทยของเราก็น่าหนักใจเหมือนกัน เพราะทุกวันนี้ร่างกายของเค้าดีกว่าเรา แถมยังสนใจมวยไทย พยายามฝึกฝนเพียงแต่ยังขาดระบบการจัดการที่ดี คือถ้าเปรียบกับบ้านเรา นักมวยตั้งแต่เด็กๆ ยังพอหาเวทีต่อยตามงานวัดได้ หาประสบการณ์กระดูกมวยได้ แต่ฝรั่งเขาไม่มีเวทีชกแบบเรา ต้องรอให้โตแล้วมาหัดฝึกหัดต่อย มันเลยแตกต่างกัน ผิดกับมวยเด็กบ้านเรา แต่ทุกวันนี้พี่พูดได้เลยว่า ถ้านักมวยไทยเราระดับธรรมดา ถึงจะเคยต่อยมาห้าสิบหกสิบครั้ง แล้วไปเจอกับมวยฝรั่งอย่างเขาแม้จะต่อยมาเพียงแค่ 20 กว่าครั้ง มาเจอกันเข้าจริงๆ มวยของเราก็ลำบากเอาได้เหมือนกันนะ..!!”
ดีเซลน้อย ช.ธนะสุกาญจน์ คือหนึ่งเดียวผู้เคยปราบยอดมวยอัจฉริยะหน้าหยกอย่าง “สามารถ พยัคฆ์อรุณ” ชนิดผู้แพ้ยอมสารภาพมาจนทุกวันนี้ ว่าสู้ดีเซลน้อยไม่ได้จริงๆ ไม่ว่าจะแก้มือพบกันใหม่อีกกี่ครั้งในชาตินี้ และไม่น่าเชื่อว่าหลังการพบกันเพียงครั้งเดียว เมื่อปี พ.ศ.2525 ขุนเข่าเสาโทรเลขก็หาคู่ต่อกรที่ไร้เทียมทาน จนต้องแขวนนวมไประยะหนึ่งทั้งทีมีวัยเพียงแค่ 24 ปีเท่านั้นเอง
ล่าสุดหลังกลับจากสอนพิเศษมวยไทยที่บราซิล ได้เห็นความแตกต่าง และพัฒนาการของชาวต่างชาติที่สนใจวิชามวยไทย ดีเซลน้อยจึงอยากฝากแง่คิดไปถึงนักมวยรุ่นหลัง “พี่บอกได้เลยว่า ต่อไปในอนาคตวันข้างหน้า นักมวยไทยของเราทุกคน ถ้ามีรายการชกกับคู่ต่อสู้ต่างชาติ ขอให้ตั้งใจฝึกซ้อม อย่าดูถูกและประมาท คิดว่าเจอกับมวยหมูๆ เพราะอย่างน้อยมวยไทยเราก็ยังมีลูกพลิกแพลง มีแม่ไม้ เหลี่ยมมวยที่พอจะเอาตัวรอดไปได้”
ยอดมวยกรุงเก่ากล่าวเสริมอีกว่า “มวยฝรั่งต่างชาตินั้นปกติแล้วเขาจะแพ้ลูกศอกลูกเข่าของเรา การปล้ำคลุกวงในเขาจะไม่เก่งเพราะเขาไม่เข้าใจศาสตร์ของการต่อสู้อย่างเรา ว่าการปล้ำรัดวงในนั้นเขาทำกันอย่างไร เขาจึงยังไม่เก่งในจุดนี้ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้เวลาเขาจัดการแข่งขันในแบบของเขา ฝรั่งจึงมักจะตั้งกฎกติกาแบบตัดทอนห้ามใช้อาวุธในส่วนนี้ไป อย่างเช่นการคีบคอตีเข่า เพราะเขากลัว ยิ่งเราเป็นมวยเข่า เวลาโยนอาวุธเข้าใส่ แทงเข่าเข้าใส่ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธเข่าแบบไหน ทั้ง โยน แทง หรือคีบวงในแล้วตี เขาแก้ทางไม่เป็น จึงห้ามเราใช้อาวุธแบบนี้สู้กับเขา เช่นห้ามเบิ้ลเข่าแล้วให้แทงได้เพียงครั้งเดียว นี่เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เขาลดความเสียเปรียบลง แล้วยิ่งถ้าเราเป็นมวยประเภทแต่งตัวช้า กว่าจะคีบจะลากคอเขาไปตีเข่าได้ มันก็ไม่ง่ายไม่ทันการณ์เหมือนเมื่อก่อน จบเห่เลย ซึ่งจุดนี้เราต้องหาลูกเสริมให้เยอะขึ้น อย่างลูกแทงเข่าเราก็ยังพอใช้อยู่ได้ ต้องหัดเสริมเขี้ยวเล็บในจุดนี้ให้มากขึ้น…”

ดีเซลน้อยมองถึงจุดด้อย อันเป็นปัญหาสำคัญที่กำลังจะทำให้มวยเข่าในปัจจุบันเลือนหายไปจนแทบจะสูญพันธุ์ลงทุกทีว่า “ฝรั่งเขาแก้ทางมวยไว้ ออกกฎไว้แบบนี้ ส่วนบ้านเราเอง กรรมการหรือผู้ใหญ่ก็บ้าจี้ตามเค้าไป พวกนักวิชาการที่เขาชอบพูดชอบตำหนิ มวยเข่า แท้จริงแล้วคุณไม่เคยรู้เลยด้วยว่าศิลปมวยไทย การออกอาวุธจริงๆ เป็นอย่างไร คุณมองแต่ภาพรวมว่าการกอดรัดฟัดเหวี่ยงดูไม่สนุก แต่หารู้ไม่ว่า มวยเข่าคือมวยข้อแข็ง เวลาตีแล้วรุนแรงเห็นจะแจ้ง แต่พวกคุณกลับดูว่ามวยจะออกอาวุธไม่สนุก โดยที่ไม่รู้หลักของมวยไทยว่ามวยเข่าที่แท้จริงเป็นอย่างไร จึงคิดแต่จะแยกอย่างเดียว ทำให้เสียเหลี่ยมอาวุธมวยเข่าของไทยไปหมด”
“ผมจึงสงสารนักมวยเข่าพวกนี้ อย่างที่ผมพูด กว่ามวยจะไปถึงตัวต้องลงทุนเยอะยิ่งแต่งตัวช้ายิ่งเรียบร้อยเลย เพราะพอจะจับคอคู่ต่อสู้ได้ ก็โดนกรรมการแยกออกทุกที วงการมวยทุกวันนี้ที่เป็นแบบนี้ ผมกล้าพูดได้เลย มันเป็นการพนันครอบงำ ถามว่าทำไมเราจึงแก้ไขไม่ได้เหรอ เป็นเพราะเราไปเกรงใจพวกมากบารมี ทั้งที่เขาไม่มีความรู้เรื่องมวยไทย ว่าจะคงอยู่อย่างไร ขอเพียงแต่เป็นหนทางเพื่อให้ได้ชัยชนะเป็นพอ ยกตัวอย่างมวยทุ่มล้ม ก็มองว่าเป็นมวยแข็งแรงกว่า มันเลยกลายเป็นว่า มวยเข่าจะยิ่งหมดไป เพราะการตีเข่าไม่ค่อยได้มีโอกาสมากเหมือนแต่ก่อน ทั้งที่ความจริงแล้ว มวยไทยแต่โบราณเขามีลูกแก้ลูกกัน ถ้าคุณฝึกซ้อมมากๆ เข้าย่อมทำได้ แต่เดี๋ยวนี้คุณไม่เคยคิดแก้ไข ไม่รู้รูปมวยจริงๆ ฝึกสอนกันอย่างไร มัวเอาแต่เน้นมวยพละกำลังเข้าว่า การต่อสู้แบบสวยงามมีสีสันจึงไม่ค่อยมีให้เห็นได้ปัจจุบัน”
เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเกิดคำถามที่ว่า แล้ว “ยอดมวยไทย” ที่แท้จริงควรมีคุณสมบัติเช่นไร รวมทั้งความเห็นของคำที่ว่า “แพ้ทางมวย”..!?!?

ดีเซลน้อย ผู้เป็นตำนานยอดมวยเข่าให้เหตุผล “คำว่า ยอดมวยไทย คืออะไร ในความหมายของผมคือ คุณต้องผ่านมวยทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น มวยหมัด เตะ เข่า ศอก หรือมวยทรหดอดทน แรงบุกมหาศาล หรือจะเป็นมวยประเภทหลบหลีกสายตาดี มีความคล่องแคล่ว แต่คุณต้องมีการแก้ทางมวย ต้องเก็บอาวุธเขาได้ ตอบโต้เขาได้ นั่นแหละ คุณจึงสมควรจะได้รับการยอมรับว่าคือยอดมวยไทยอย่างแท้จริง..!!”
“มีคนเขาบอกว่า มวยสูงนั้นได้เปรียบ ผมยอมรับ แต่ผมถามกลับ มวยสูงๆจะมีสักกี่คนที่จะได้รับการยกย่องเป็นยอดมวยไทย แล้วมวยฉลาดมีสักกี่คนที่เป็นมวยสูง การแก้ทางมวยคู่ต่อสู้ได้ดีต่างหากที่คนทั่วไปควรยอมรับ ที่เป็นแบบนี้ ผมไม่ได้อวดว่าตัวเองเก่ง แต่อยากให้มองมุมกว้างว่า ยอดมวยไทยที่แท้จริงต้องแก้ทางมวยได้หมดทุกอย่าง”
“ส่วนคำพูดที่ว่า “แพ้ทางมวย” ทุกวันนี้ เด็กรุ่นใหม่ก็ดูมวยไม่เป็น เพราะไม่มีแบบอย่าง ดูแต่ขาใหญ่เขาเล่นพนันกัน ทุกวันนี้มวยไทยที่แท้จริงแทบจะหมดไปแล้ว สมัยก่อนเขาให้คะแนนมวยแพ้ชนะกันที่ลูกจะแจ้ง อาวุธเข้าทำ แต่ทุกวันนี้พอมวยแบกน้ำหนักมา มวยเป็นรองตัวเล็กกว่า ฝีมือดีแม้จะเตะเข้าเป้า แต่ถ้าโดนกระชากล้ม มึงแพ้เลย เป็นเพราะอะไร แพ้ความใหญ่ แพ้ลูกทุ่ม ถ้ามึงโดนอาวุธก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ไม่ใช่ แล้วจะใช้คำว่า “แพ้ทางมวย” ใช้ได้เหรอ เอาหลักความเป็นจริงมาคุยกันเลย นี่คือความแตกต่างของคำว่ายอดมวยไทย กับแพ้ทางมวย ที่ผมอยากให้แฟนๆ ลองไปคิดไตร่ตรองดู”
….นี่คือความในใจจากก้นบึ้งที่พรั่งพรูของอดีตยอดมวยไทย ผู้เป็นหนึ่งในตำนานเจ้าของฉายา “ขุนเข่าเสาโทรเลข” ดีเซลน้อย ช.ธนะสุกาญจน์