การแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 12 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 3-9 มิ.ย.66 มีการชิงชัยกัน 13 ชนิดกีฬา ดังนี้ กรีฑา, เทเบิลเทนนิส, ว่ายน้ำ, หมากรุกสากล, ฟุตบอล 5 คน(ตาบอด), ฟุตบอล 7 คน(CP),วอลเล่ย์บอลนั่ง, แบดมินตัน, วีลแชร์บาสเกตบอล, โกลบอล, ยกน้ำหนัก, บอคเชีย, ยูโด และยังมีอีก 1 กีฬาสาธิต คือ อีสปอร์ต โดย คณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย ร่วมกับ การกีฬาแห่งประเทศไทย และ 4 สมาคมกีฬาคนพิการ ประกอบด้วย สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ, สมาคมกีฬาคนพิการทางสมอง, สมาคมกีฬาคนพิการทางปัญญา, สมาคมกีฬาคนตาบอด ร่วมส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน
พลเอก ทวีป เนตรนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา และ ประธานอนุกรรมาธิการกีฬาสู่ความเป็นเลิศระดับนานาชาติรวมทั้งกีฬาคนพิการ เปิดเผยว่า ด้วยทางประเทศกัมพูชาได้เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาอาเซียนพาราเกมส์เป็นครั้งแรก ทาง พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา จึงได้มอบหมายให้ตนมาดูว่าทางเจ้าภาพมีความพร้อมอย่างไร ทั้งเรื่องของสถานที่ สนามฝึกซ้อม สนามกีฬา ที่พักนักกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการจัดระดับความพิการหรือคลาส เพราะเราเฝ้าระวังเรื่องที่ว่าเวลานักกีฬาคนพิการของเราที่จัดคลาสไปเรียบร้อยแล้ว แต่พอไปถึงหน้างานมักจะโดนจัดคลาสใหม่ในหลายๆ มหกรรมที่ผ่านๆ มา ซึ่งจุดนี้จะมีผลกระทบสำคัญต่อผลงานชัยชนะของนักกีฬาไทยเราอย่างมาก นอกจากนี้ยังเพื่อในอีก 2 ปีข้างหน้าที่ไทยเราจะเป็นเจ้าภาพ เราจะนำอุปสรรคต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นที่นี่บันทึกไว้แล้วส่งมอบต่อไปให้กับการกีฬาแห่งประเทศไทยได้รับทราบและนำไปพัฒนาต่อไป
ด้าน “โค้ชหมี” สุรศักดิ์ ตังสุรัตน์ ผู้ฝึกสอนทัพฟุตบอลผู้พิการทางสมองทีมชาติไทย กล่าวว่า สำหรับการจัดคลาสฟุตบอลผู้พิการทางสมองในอาเซียนพาราเกมส์ครั้งนี้ต้องบอกว่าไม่มีความมาตรฐานเลย จัดคลาสกันได้แบบไม่มีความสากลอย่างเช่นที่สมาพันธ์นานาชาติจัดเลย และมีโอกาสที่เจ้าภาพกัมพูชาจะใช้นักกีฬาที่มีความแข็งแรงสมบูรณ์ลงเล่นกับเราซึ่งจะทำให้เราเหนื่อยแน่ แต่ถ้าถามว่าไหวหรือไม่ตนเชื่อว่าเด็กชุดนี้ดูจากการซ้อมพวกเขามีการพัฒนาที่ดีขึ้น เชื่อว่าพวกเขาจะเข้าชิงได้เป็นอย่างน้อย