เปาอำนาจ ผ่องมณี ผู้ตัดสินฟุตบอลไทย โพสต์ไม่เห็นด้วยกับการจับสลากทำหน้าที่ เผยหากกรรมการไร้ประสบการณ์ได้เป่าแมตช์ใหญ่จะเกิดผลเสียกับทุกทาง

เปาอำนาจ ผ่องมณี ผู้ตัดสินฟุตบอลไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Amnaj Pongmanee ถึงการที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ภายใต้การทำงานของ “มาดามแป้ง”นวลพรรณ ล่ำซำ หันกลับไปใช้วิธีคัดเลือกผู้ตัดสินลงทำหน้าที่ในแต่ละแมตช์ด้วยการจับสลาก ชี้เป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง พร้อมแนะเปลี่ยนฝ่ายพัฒนาผู้ตัดสินดีกว่า

โดยผู้ตัดสิน อำนาจ ผ่องมณี โพสต์ข้อความว่า “ผมอีกคนนึ่งในฐานะผู้ตัดสิน ไม่เห็นด้วยกับการจับฉลากในการลงทำหน้าที่ในเต่ละเกมของลีก ผมเองเคยอยู่ตรงนั้นมาก่อนในการจับฉลาก ครั้งเเรกที่จับฉลากลงทำหน้าที่ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก ที่สนามจ.สุพรรนบุรี ครั้งนั้น ผมได้ลงทำหน้สที่เป็นผู้ช่วยผู้ตัดสิน รู้สึกดีใจ เเก็ไม่ได้ยินดีด้วยกับการทำหน้าที่”

“เพราะเป็นเกมใหญ่ เเละประสบการณ์เรายังน้อยมากกับเกมนี้ เเละตอนนั้นผมน่าจะได้ติดฟีฟ่าในปีเเรกเลย จริงๆ ถ้าเป็นไปได้อยากให้รุ่นพี่ที่มีประสบการณ์เขาลงทำหน้าที่กันในเกมระดับนี้ เเต่ฟ้าลิขิตให้เราต้องมาทำหน้าที่ตรงนี้ เกมนี้มีผู้ตัดสินอย่างน้องโค้ช (ศิวกร ภู่อุดม) ลงทำหน้าที เช่นกัน เราเป็นฟีฟ่าใหม่ด้วยกันทั้งคู่ด้วย ส่วนเกมจะเป็นยังไงก็ว่ากันไปตามนั้น”

” เเต่ก็นั่นเเหละคับอย่างที่ผมบอก ว่ามันยังไม่เหมาะไม่ควรที่จะลงทำหน้าที่ในเกมเเบบนี้ด้วยประสบการ์ของเรายังไม่ถึงขั้น ควรให้ผู้ที่มีความสามารถมากประสบการณ์ลงทำหน้าที่ ที่ผ่านเกมใหญ่ๆ มาลงทำหน้าที่ถึงจะเหมาะสมที่สุด”

“การจับฉลากมันไม่ได้เป็นผลดีกับน้องที่เป็นผู้ตัดสินเลย บางคนอาจจะมีปัญหากับทีม หรือปัญหากับกองเชียร์ ถ้าเจอเเบบนี้ เเล้วยังต้องทำหน้าที่อีก ผมว่าจะเเย่นะครับ เเละอีกอย่าง ผู้ตัดสินคนนั้นยังไม่มีประสบการณ์มากพอ ผมว่าอาจจะเละหรือลงทะเลไปเลยก็ได้”

“ตลอดระยะเวลาแปดปีคณะทำงานชุดนี้ พยายามจะพัฒนา เห็นพาตัวเองไปดูงานที่ประเทศอังกฤษ เเละยังพาน้องๆ ไปฝึกฝีมือที่ประตูรกี เเล้วยังมีการอบรมในประเทศปีละหลายไฟครั้ง น่าชื่นชม เเต่รู้อะไรไหม ทำไมผู้ตัดสินเราถึงยังไม่พัฒนา เป็นเพราะว่า คณะทำงานฝ่ายผู้ตัดสิน ด้อยประสบการ์ในการพัฒนาผู้ตัดสิน ประสบการณ์ในเกมใหญ่ระดับทวีป ไม่มีความสามารถนำพาน้องๆ ผู้ตัดสินในยุคนี้ให้เก่งขึ้นมาได้หรอก”

“ถ้าจะให้พัฒนากันจริงๆ ควรเอาคณะฝ่ายพัฒนาผู้ตัดสินชุด นายกคนเก่าออกไปให้หมดทั้งชุด อยู่มาแปดปีเเล้วไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย ให้พี่ๆ ที่เขามีประสบการณ์สูงๆ ระดับโลกระดับท็อปเอเชีย หรือทีมสโมสรเขายอมรับให้เขามาพัฒนาผู้ตัดสินน้องๆ รุ่นหลังน่าจะดีกว่านะครับ (วงการผู้ตัดสินเขารู้กันดีว่าอะไรคือของจิงของดี)”

“การจัดเเมตช์ทำหน้าที่เเต่ละครั้งใช้คนไม่เหมาะสมกับเกมนั้นๆ หรืออ่อนประสบการ์ในการทำหน้าที่ตัดสิน คือชั้นยังไม่ถึงอะไรประมานนััน อายุงานยังไม่ได้
แล้วพยายามปั้นดันเด็กในคาถาขึ้นมาทำหน้าที่”

“ส่วนสมัยก่อนหน้านั้นหรือรุ่นครูบาอาจารย์ เขาเเข่งกันฝีมือดีลงเกมระดับท็อปของลีก เกมสำคัญๆ ต้องใช้คะเเนควาสามารถ ลงทำหน้าที่ สมัยนั้นกว่าจะได้ขึ้นมาเป่าลีกสูงสุดใช้เวลาหลายสิบปี กว่าจะได้ขึ้นทะเบียนฟีฟ่าก็หลายสิบปีถึงจะมีโอกาส เเละพี่น้องวงการยอมรับ ต้องผ่านผู้ตัดสินชั้น สาม สอง หนึ่ง ถึงจะได้ลงในลีกสูงสุด”

“เเต่ไม่ใช่ว่าจะได้ขั้นหนึ่งเเล้วจะลงเป่าตัดสินลีกสูงสุดเลยก็ยังไม่ได้นะ ดูความเหมาะสมของเกมอีก ว่าเเต่ละเกมเหมาะกับการทำหน้าที่อะไร มีความสามรถก็ได้ลงเป่าเกมสำคัญๆ เเต่สมัยนายกคนเก่า ผู้ตัดสินชั้นสองขึ้นมาเป่าลีกสูงสุดกันเเล้ว หรือเเม้เเต่สอบผู้ตัดสินระดับฟีฟ่า ไม่ต้องรอให้ได้ชั้นหนึ่งเเล้ว ทุกคนมีโอกาสได้สอบได้เป็นฟีฟ่ากันได้หมดหรือบางคนเป็นได้เลย (ถ้าคนคนนั้นเป็นเด็กในคาถานะ)”

“ฉะนั้นการจับฉลากอย่าได้หาทำเลยนะครับ เพราะถ้ามันเป็นเเบบนี้ ฟุตบอลโลกเขาคงเอาผู้ตัดสินทั้งโลกที่ขึ้นทะเบียนฟีฟ่ามาจับฉลาก เเล้วไปทำหน้าที่ในฟุตบอลโลกกันเเล้วละครับ”

“ฝากให้คิด ควรเปลี่ยนคณะทำงานฝ่ายพัฒนาผู้ตัดสินชุดเดิมทั้งชุด ประธานผู้ตัดสินเป็นคนนอกก็ได้ เเต่คณะทำงานฝ่ายพัฒนา ต้องสรรหาคนเก่งคนที่มีประสบการณ์โดยตรงจากการทำหน้าระดับโลกระดับท็อปเอเชียมาฝึกมาสอนมาพัฒนาน้องๆ ผู้ตัดสินรุ่นใหม่ จะได้ไปสู้นานาชาติเขาได้บ้าง ผู้ตัดสินชาติอื่นๆ เขาพัฒนาทิ้งของเราไปหมดเเล้ว”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน