กมธ.กฎหมาย ถกที่มาปืนลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ผลตรวจยันไม่ชำรุด-ใช้งานได้ดี ตร.เผยเช็ก 11 หมายเลขมือถือ ทร.แจงไม่รู้ขั้นตอนทำลายปืน พึ่งรู้อีกกระบอกเป็นปืนจากสหรัฐฯมอบให้ “โรม” ย้ำเรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่การลอบยิง แต่เป็นทุจริตคอรัปชั่น “รอมฎอน” เปรียบเป็น “ปืนผีดิบ” จำหน่ายแล้วแต่นำกลับมาใช้ได้
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 4 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน พิจารณาศึกษาและติดตามตรวจสอบการอำนวยความยุติธรรม กรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ และผู้ติดตาม
โดยเชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูล อาทิ สำนักงานตำรวจตำรวจแห่งชาติ กองทัพเรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ
นายกมลศักดิ์ ในฐานะผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ผ่านมา 2 เดือน 14 วัน นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ ตนรู้สึกไม่สบายใจ จึงร้องเรียนต่อ กมธ.เพราะกระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ฝ่ายรัฐพยายามแก้ปัญหา ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าคดีเดินเร็วมาก สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ แต่หลังจากที่มีการจับกุมผู้กระทำผิด นานวันยิ่งรู้สึกว่าจะกลายพันธุ์เป็นผู้ต้องหา หรือผู้ต้องสงสัย ย้ำว่าในฐานะผู้เสียหายมีสิทธิ์ที่จะสืบหาข้อมูลได้ สามารถสอบถามความคืบหน้าของคดีได้ มีสิทธิ์ที่จะวิเคราะห์ความเป็นไปของคดี
นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นแรกหลังจากที่มีการจับกุมผู้ต้องหาและแจ้งความเอาผิด ข้อเท็จจริงที่ได้มาพบว่ามีการวางแผนก่อนหน้านี้หลายเดือน ตามลอบสังหารตนมา 4-5 ครั้ง มีการลาดตระเวนไปดูที่บ้าน หลายคนเชื่อว่าทำเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำ หากตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านความสัมพันธ์หมายเลขโทรศัพท์ก็จะสามารถไปต่อได้
นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า แต่ตอนนี้รู้สึกว่าคดีจะสะดุดอยู่แค่นี้ เท่าที่ทราบข้อมูลการติดต่อในโทรศัพท์จะถูกลบภายใน 3 เดือน เหตุของตนเกิดขึ้นในวันที่ 20 มี.ค.69 ซึ่งความจริงมีการประชุมวางแผนก่อนเกิดเหตุหลายเดือน หากฝ่ายสืบสวนไม่ได้นำหมายเลขโทรศัพท์เป็นตัวตั้งในการทำคดี หรือไม่ได้เรียกข้อมูล การใช้โทรศัพท์ก็จะถูกลบอัตโนมัติ
นายกมลศักดิ์ ตั้งคำถามว่า จริงหรือไม่ที่ในปี 67 ตำรวจภูธรภาค 9 มีคำสั่งว่าข้อมูลของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องส่งไปให้ตำรวจภูธรภาค 9 ทุกวัน ท่านใช้อำนาจและกฎหมายข้อไหน อีกทั้งการแจ้งความ น.ต.เดโช รัตนพันธุ์ และ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ แจ้งข้อหาในฐานะผู้สนับสนุนเท่านั้น ทั้งที่ตนสืบข้อมูลในฐานะผู้เสียหาย พบ น.ต.เดโช ติดต่อหาบุคคลอื่นผ่านโทรศัพท์หลายสิบครั้ง ซึ่งทราบว่าพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้อัยการแล้ว ซึ่งตนจะร้องขอความเป็นธรรมในคดีนี้ด้วย
นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ตนทราบว่า ตำรวจติดต่อกับบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ขออย่าให้ความร่วมมือกับคดีนี้ เพราะไม่อยากให้ทราบคนที่อยู่เหนือกว่านั้น ตนจึงรู้สึกไม่สบายใจและต้องเดินต่อในเรื่องนี้ หากการก่อเหตุเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่เกี่ยวกับกองทัพหรือองค์กร เราต้องช่วยกันหาความจริง ก่อนหน้านี้เราทราบว่ารถที่ใช้ก่อเหตุเป็นของ กอ.รมน.นราธิวาส ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานก็บอกว่าเป็นกระสุนปืน M16 ที่ไม่เคยมีประวัติมาก่อน ส่วนอาวุธปืน กรมสรรพาวุธทหารรแจ้งว่าปืนเคยอยู่ในบัญชีของกองทัพเรือ มอบให้นาวิกโยธิน 2 กระบอกตั้งแต่ปี 35 และไม่สามารถใช้งานได้ จึงแจ้งทำลาย 40 กระบอก ในปี 63 โดยบัญชีที่แจ้งทำลาย ใครเป็นคนแจ้ง มีการทำลายจริงหรือไม่
นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ผลการตรวจของพนักงานสอบสวนบอกว่าอาวุธปืนสามารถใช้ได้ปกติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมสรรพาวุธทหาร พนักงานสอบสวนขยายผลเรื่องนี้ในสำนวนหรือไม่ ประสานงานกับกองทัพเรือหรือไม่ เพราะอาวุธที่ไม่สามารถใช้งานได้ และแจ้งบัญชีทำลายมากถึง 40 กระบอกในปี 63 ปืนจำนวนดังกล่าวยังอยู่ในพื้นที่หรือไม่
พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจทางจังหวัดนราธิวาส มอบซองเอกสาร ซึ่งระบุว่าเป็นความคืบหน้าของคดีให้กับนายรังสิมันต์ ก่อนชี้แจงว่า หลังเกิดเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ทุกภาคส่วนได้รวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่คืนนั้น จนกระทั่งนำไปสู่การดำเนินคดี ซึ่งส่งตัวผู้กระทำผิดไปให้พนักงานอัยการแล้ว ยืนยันว่าเราจะไม่ยุติการสืบสวนสอบสวนหาผู้จ้างวาน โดยกรณีของ น.ต.เดโช และ น.อ.มนตรี เรารวบรวมพยานหลักฐาน เพราะสงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมก่อเหตุตั้งแต่เริ่มต้น ที่ช้า เพราะอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อแจ้งข้อหา ไม่มีภาวะซ่อนเร้นปกปิด
พล.ต.ต.ประยงค์ กล่าวว่า ส่วนประเด็นการใช้โทรศัพท์ พนักงานสอบสวนนำหมายเลขโทรศัพท์ของทุกคนที่เกี่ยวข้องในคดี ส่งไปยังผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลการใช้โทรศัพท์อยู่ในสำนวนการสอบสวนแล้ว เอกสารในคดีมีทั้งหมด 7 แฟ้มใหญ่ ข้อมูลบางอย่างจึงไม่สามารถนำเรียนให้ทราบในตอนนี้ได้ เนื่องจากเป็นความลับในชั้นพนักงานสอบสวน เมื่อถึงเวลาในการพิจารณาในชั้นศาล ผู้เสียหายในฐานะโจทก์ร่วมจะได้รับรู้รับทราบ และจะมีการหาผู้จ้างวันต่อไป เพราะพนักงานสอบสวนไม่ได้เชื่อทีเดียวว่าจบแค่นี้
พล.ต.ต.ประยงค์ กล่าวว่า ส่วนที่นายกมลศักดิ์ อ้างมีคำสั่งของตำรวจภูธรภาค 9 ให้ผู้ใช้บริการไม่ให้ความร่วมมือ ตนไม่ทราบ ในฐานะพนักงานสอบสวนร่วม ก็ไม่เคยรับทราบในส่วนนี้ ขณะที่เรื่องอาวุธปืน เราส่งข้อมูลไปทุกหน่วยงาน ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.69 เราเพิ่งได้รับผลตรวจอาวุธปืน 1 กระบอก ทราบเป็นปืนของกองทัพเรือที่มอบให้กับนาวิกโยธิน แต่จำหน่าย เพราะเป็นปืนใช้การไม่ได้และทำลายโดยกองทัพเรือไปแล้ว เมื่อถามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งไปยังกองทัพเรือต้นสังกัด เพื่อให้ดำเนินการต่อไป
นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า เข้าใจว่าสำนวนอยู่ในชั้นสอบสวนและข้อมูลเป็นความลับ แต่อะไรที่สามารถเปิดเผยได้ ก็ไม่น่าจะเป็นความลับ ประเด็นแรกคือท่านระบุมีการเช็กหมายเลขโทรศัพท์ หากเช็กแล้วจะปรากฏสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องหากับบุคคลที่ปรากฏหมายเลข จึงถามว่ามีการสอบคำให้การกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในสำนวนหรือไม่ สอบไปแล้วกี่ปาก การสอบคำให้การบุคคลที่เกี่ยวข้องปรากฏอยู่ในสำนวนหรือไม่ หมายเลขโทรศัพท์ที่สอบมีทั้งหมดกี่หมายเลข
พล.ต.ต.ประยงค์ กล่าวย้ำว่า ข้อมูลต้องไปปรากฏในชั้นศาล และจะต้องร่วมกันพิจารณาอีกชั้น พร้อมปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงเรื่องจำนวนหมายเลขโทรศัพท์ เพราะไม่ได้เตรียมข้อมูลเรื่องนี้มา
นายรังสิมันต์ จึงกล่าวว่า เราใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ หากมีกฎหมายใดใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญคณะกรรมาธิการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ขอให้ท่านแสดง เพราะ กมธ.มีสิทธิ์ที่จะทราบรายละเอียดทั้งหมด แต่ที่ผ่านมาพยายามให้เกียรติซึ่งกันและกัน อะไรที่ระบุตัวบุคคลและอาจกระทบต่อการทำงานของคดี เราพยายามจะเข้าใจ แต่คำถามของนายกมลศักดิ์ไม่ได้เป็นคำถามที่เจาะจงถึงขนาดระบุชื่อบุคคล
พ.ต.อ.สรชัช ปร่ำเป็ง ผู้กำกับการ (กลุ่มงานสอบสวน) กองบังคับการสืบสวนสอบสวนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้แจงว่า คดีนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์เกิดขึ้น ตนเป็นหนึ่งในคนที่ทำสำนวนคดี ต้องยอมรับว่าคณะพนักงานสอบสวนแทบจะหยุดคดีอื่นทั้งหมด เพื่อมามุ่งทำคดีนี้ให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุด สำนวนคดีนี้มี 7 แฟ้ม เอกสาร 3,000 แผ่น เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดของผู้ต้องหานำไปสู่การพิจารณาและพิสูจน์ในชั้นศาล เราได้สอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน รวมทั้งหมด 47 ปาก ส่วนหมายเลขโทรศัพท์ เราตรวจสอบ 11 หมายเลข ซึ่งการติดต่อสื่อสารเพียงลำพังอย่างเดียวไม่ได้ หมายความว่าคนผู้นั้นจะเป็นผู้กระทำผิด เราต้องมีหลักฐานอื่นประกอบด้วย
อย่างไรก็ตาม ประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ระบุไว้ว่า สำนวนการสอบสวนต้องเป็นความลับ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความลับตลอดไป เพราะสุดท้ายจะเป็นผลต่อการแพ้ชนะคดีได้ เรากังวลว่าไม่รู้ว่าใครเป็นฝ่ายไหน อาจจะมีการนำเอาข้อมูลในวันนี้ไปกลับคำให้การ ฉะนั้นเราจึงไม่ควรมีการเปิดเผยข้อสอบในเวลานี้ ควรนำข้อสอบไปเปิดเผยในชั้นศาล
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เราไม่ได้ขอให้ท่านเปิดเผยสำนวน แต่นายกมลศักดิ์สอบถามจำนวนหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งสามารถพูดได้ไม่เป็นความลับ เพราะเราต้องการรู้ว่ามีการเอาจริงเอาจังในคดีนี้มากน้อยแค่ไหน ส่วนเรื่องปืนถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งไม่มีฝ่ายบ้านเมืองคนใดที่ชี้แจงว่าเป็นข้อมูลที่ไม่จริง หากไม่ให้คำชี้แจงแล้วบอกว่าเป็นความลับ ก็จะคุยกันต่อยาก อาจทำให้ตำรวจถูกสงสัยไปด้วยว่าไม่ชอบมาพากลหรือไม่
ด้านนายณัฐชนนท์ ศรีก่อเกื้อ สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกมธ. ถามถึงการทำลายอาวุธปืนว่า วิธีการทำลายอาวุธของกองทัพเรือ ทั้ง 40 กระบอกที่มีการกล่าวอ้าง ทำกันอย่างไรทำไม 2 กระบอกถึงเล็ดลอดเข้ามาอยู่ในกระบวนการลอบยิงนายกมลศักดิ์ครั้งนี้
ด้านพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.พรรคประชาชาติ ในฐานะกมธ. กล่าวว่า คดีนี้มีความซับซ้อนทำเป็นกระบวนการ มีผู้บงการ ผู้ใช้ ผู้จ้าง ผู้วาน และผู้ลงมือปฏิบัติ ครั้งนี้ตัวผู้เสียหายเริ่มไม่มีความมั่นใจกับตัวพนักงานสอบสวน ที่มีการพูดว่าจะมีการตัดตอนไม่ไปถึงผู้บงการ เพราะแม้ผู้ปฏิบัติถูกดำเนินคดี แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงผู้บงการ ซึ่งวันนี้ตำรวจเร่งสั่งฟ้องแล้ว อ้างว่าจะแยกคดีกับผู้บงการ เรื่องนี้อาวุธปืนที่ใช้ ยิงมี 2 กระบอก 1 กระบอกพบว่าเป็นของกองทัพเรือ กองพิสูจน์หลักฐานพบว่าปืนมีสภาพดี สามารถยิงทำร้ายได้เลย ไม่พบว่ามีการแก้ไขแสดงว่าปืนกระบอกนี้ เป็นปืนชุดเดียวกับที่กองทัพเรือ เอาไปทำลาย
“ได้ทำลายจริงหรือไม่แล้ว ทำไมกระบอกนี้จึงนำมาทำร้ายนายกมลศักดิ์ ขณะที่อีก 1 กระบอก เขียนประทับตราไว้ตรงกระบอกระบุว่าเป็นปืนจากสหรัฐมอบให้ กระทรวงกลาโหม ซึ่งกระทรวงกลาโหมต้องนำไปแจกจ่าย หากปืนกระบอกนี้ไม่ได้อยู่กับกองทัพเรือ ปืนกระบอกนี้จะอยู่ที่ไหน และเพราะเหตุใดจึงต้องใช้ปืนของกองทัพมายิงนายกมลศักดิ์”พ.ต.อ.ทวีกล่าว
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า นอกจากนี้ตำรวจยอมรับเองว่าได้รับรายงานการตรวจพิสูจน์ปืน เรื่องนี้เรื่องใหญ่ทำไมถึงไม่สืบสวนคดี การทำลายปืนครั้งนี้ ประชาชนมั่นใจได้อย่างไรว่าปืนอีก 39 กระบอก จะยังไม่ถูกทำลาย ความเชื่อมั่นในหน่วยงานของกองทัพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นจะเกิดคำถามว่าปืน 2 กระบอกนี้อยู่ที่ใคร แล้วทำไมทำลายแล้วจึงนำมาใช้ยิงคน เรื่องนี้มีความคลุมเครือ ทั้งรถและปืนที่มาจากหน่วยงานราชการ และหน่วยงานราชการก็สอบสวนกันเองแต่เราจะไว้ใจได้อย่างไร
พล.ต.ต.ประยงค์ กล่าวว่า อาวุธปืน 2 กระบอกนั้นได้พิสูจน์ทราบกระบอกเดียวคือเป็นของกองทัพเรือ ส่วนประเด็นข้อมูลการใช้โทรศัพท์ที่ส่งให้ภาค 9 นั้น ส่วนตัวไม่ทราบเรื่องและไม่ทราบข้อเท็จจริง และเพิ่งทราบว่ามีข้อมูลนี้ในวันนี้ ส่วนการดำเนินการต่อหลังจากนี้ ตำรวจจะไม่ละเลยในการดำเนินการต่อ พยายามใช้ความรู้ความสามารถทำงานให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ ด้วยระยะเวลาการสืบสวนถือว่าขณะนี้สมบูรณ์เต็มที่มีความเห็นไปแล้ว การพิจารณาของอัยการก็ต้องดำเนินการต่อ พร้อมเปิดเผยว่าข้อมูลการสอบปากคำกองทัพเรือ ไม่ต่ำกว่า 5 ปาก ส่วนผู้เกี่ยวข้องในการทำลายอาวุธปืนก็ต้องดำเนินการต่อ เราพึ่งได้รับข้อมูลเรื่องนี้มา เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา
เมื่อกรรมาธิการถามถึง นายสุนทร ผู้กระทำความผิด ที่แยกคดีออกจากผู้กระทำความผิดอื่นเพราะอะไร เนื่องจากเรื่องนี้มีการวางแผน ทำเป็นกระบวนการทำไมถึงต้องแยกบุคคลคนนี้ที่ทำการชำแหละรถออกมาอีกคดีอื่น
พล.ต.ต.ประยงค์ กล่าวว่า นายสุนทรคนชำแหละรถ เขาไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนว่ารถคันนี้ใช้ในการก่อเหตุ เบื้องต้นวางแผนร่วมกันใช้ร่วมกัน แต่ไม่มีนายสุนทรอยู่ร่วมการประชุมวางแผน เพียงแต่ถูกสั่งให้ดำเนินการทำลายรถในภายหลัง แต่การสมรู้เรื่องคิดตั้งแต่เบื้องต้นไม่ปรากฏ
พ.ต.อ.ทวี กล่าวถามว่า ปืนกระบอกนี้มีการไปทำลายจริงหรือไม่ ไม่รู้ แต่มีการนำกลับมาใช้ และปืนใช้การได้ดี ไม่มีการแก้ไข แสดงว่าคุณภาพปืนดี การไปทำลายลักษณะแบบนี้ เราจะทำอย่างไร ที่จะให้คำตอบ ทำไมถึงปล่อยให้เป็นแบบนี้ แล้วกรรมาธิการจะได้คำตอบเรื่องนี้จากใคร
ด้านตัวแทนทหารเรือ กล่าวถึงประเด็นการการทำลายอาวุธปืนของกองทัพว่า ปืนที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว หรือไม่มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน จะทำการรุดจำหน่าย และพึ่งมาทราบว่ามีปืนของหน่วยเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จึงจะดำเนินการสืบสวนต่อไป ซึ่งการรุดจำหน่ายไปแล้ว จะไม่มีการนำออกมาใช้แล้ว เพราะอุปกรณ์ไม่ปลอดภัย ส่วนจะไปอยู่ตรงไหน และมีการทำลายอย่างไรนั้น จะเตรียมเอกสารมาชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง
นายรังสิมันต์ กล่าวสรุปว่า ตำรวจยังไม่ได้ขยายผลในเรื่องของปืน เพราะเพิ่งทราบรายละเอียดของปืนเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.นี้ ส่วนของกองทัพเรือไม่สามารถให้ข้อมูลได้มากกว่านี้ น่าจะต้องเชิญมาอีกครั้ง
ด้านนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.ประชาชน ในฐานะกมธ.กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิดมาก เหมือนปืนผีดิบคือ ปืนที่ตายไปแล้ว แต่กลับมาใช้ใหม่ และใช้ได้ดีด้วย ไม่ได้ส่งผลอันตรายกับผู้ใช้ ก่อให้เกิดคำถามที่ใหญ่และกว้าง คือตกลงแล้วเรามีอาวุธปืนในลักษณะที่เป็นปืนผีดิบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่จำนวนเท่าไหร่ เบื้องต้นจาก 40 กระบอก เรามีหลุดมา 1 กระบอก ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวมาก
นายรอมฎอน กล่าวว่า กระบวนการในการจัดการอาวุธปืนที่จำเป็นต้องจำหน่ายออกไปขั้นตอนเป็นอย่างไร ขั้นตอนในการจำหน่ายและทำลายเป็นอย่างไร และฝากคำถามถึงตำรวจ อีก 1 กระบอกมีประวัติที่มารายละเอียดเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะน่าจะมีประวัติที่พิสดารอีกแบบหนึ่งเช่นกัน
นาวาเอก บัญญัติ วงศ์จำปา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ (ผบ.ฉก.นย.ภต.) ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ตนไม่ได้นิ่งร้อนใจหรือสบายใจ ได้พูดคุยกับพนักงานสอบสวน รวมถึงให้ความร่วมมือทุกอย่าง ไม่ว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยกรรมการในการสืบสวนหรือหาวัตถุพยานต่างๆ ตนช่วยดำเนินการเต็มที่และยืนยันว่า ทางหน่วยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้
“ไม่ได้ปัดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวทั้งหมด แต่ยินดีให้ความร่วมมือกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ผมเป็นหน่วยใช้งาน เบิกมาใช้ ถ้าเป็นปืนในคลังเอาไปยิงคนเดือดร้อนแน่นอน แต่ในคดีนี้ปืนไม่ใช่ปืนในคลัง แต่การหาวัตถุพยาน ผมก็ส่งลูกน้องไปช่วย และได้ช่วย สส.ในการหาข้อมูลด้วย ส่วนเรื่องการจำหน่ายอาวุธปืนนั้น เกินอำนาจจริงๆ หลังจากนี้ก็จะไปติดตามขั้นตอนและวิธีการ เพื่อรายงานให้กรรมาธิการทราบอีกครั้ง”
นายรังสิมันต์ จึงขอให้ส่งเอกสารขั้นตอนการรุดจำหน่ายหรือทำลายไม่เกิน 15 วัน และการสอบปากคำ 5 ปาก อาจจะต้องเพิ่ม เพราะเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่อาจจะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น
ด้านพ.ต.อ.สรชัช กล่าวว่า พนักงานสอบสวนมีหนังสือสอบถามไปถึงกองทัพเรือ กองทัพบก กองทัพอากาศว่า อาวุธทั้ง 2 กระบอกเป็นของหน่วยงานท่านหรือไม่ กองทัพเรือส่งกลับมาว่ามี 1 กระบอก และสอบปากคำทหารเรือทั้งหมด 8 ปาก เกี่ยวกับอาวุธปืนกระบอกนี้ ว่ามีการจำหน่ายอาวุธปืนปี 63 บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่าย หรือทำลายอาวุธปืนเกี่ยวข้องคดีนี้หรือไม่ เราไม่สามารถไปถึงตรงนั้นได้
นายรังสิมันต์ จึงกล่าวว่า จำเป็นต้องรู้ว่าปืนกระบอกนี้ใครเป็นผู้รับผิดชอบ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคอรัปชั่น หรือเรื่องอาวุธปืน แต่เรากำลังตั้งประเด็นว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้หรือไม่ ไม่ได้เหมารวมว่าคนในกองทัพเรือทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่เราพยายามหาขยายผลคนที่อยู่เบื้องหลัง จึงอยากให้ตำรวจขยายผลเรื่องนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ถ้า สส.ถูกยิงก็ไม่ต้องพูดถึงความคุ้มครองของประชาชนคนอื่นอีกแล้ว
พล.ต.ต.ประยงค์ กล่าวว่า เรื่องปืนอีกกระบอกหนึ่ง สอบถามทุกหน่วยงานแล้วก็ไม่ได้คำตอบว่าเป็นของใคร แต่ก็นำไปขยายผลต่อตามที่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่ามีการระบุข้อความไว้ที่ปืน ที่สื่อว่าเป็นปืนที่ได้รับมาจากต่างประเทศ
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่อยากให้พนักงานสอบสวนมีทัศนคติตัดตอน วันนี้เราต้องแสวงหาข้อเท็จจริงคนที่ทรงอิทธิพลเอาปืนจำหน่ายแล้วมายิง และหน่วยราชการไม่สามารถต้านทาน เราต้องการค้นหาความจริงโดยใช้พยานหลักฐาน และอยากให้รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ว่าการจำหน่ายปืนไปแล้วจะนำไปทำร้ายคนอื่นหรือไม่ จึงอยากให้หน่วยงานยุติธรรมทำงานอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเรื่องนี้มีพยานหลายคนที่พนักงานสอบสวนไม่ได้ไปสอบ และทำให้เราไม่ไว้วางใจ