จับตา ราคาน้ำมันดูไบปรับลดลงเหลือ 73 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล พิสูจน์กลไก “Stock Loss” มาเร็วกว่าคาด จ่อกระทบโรงกลั่นไตรมาส 2/2569
รายงานความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai Crude) ซึ่งเป็นราคาน้ำมันดิบอ้างอิงหลักของโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทยปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วลงมาอยู่ที่ระดับ 73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
การร่วงลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบในครั้งนี้ กำลังส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงธรรมชาติที่แท้จริงของธุรกิจโรงกลั่น ที่ต้องเผชิญกับภาวะกำไรและขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain & Stock Loss) อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่าราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงจากระดับเฉลี่ยราว 102 – 105 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงเดือนพฤษภาคม ลงมาเหลือเพียง 73 เหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบัน หรือลดลงเกือบ 30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ลดลงกว่า 28%) ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งต้องบันทึกผลขาดทุนจากการประเมินมูลค่าสต็อกน้ำมัน ทันทีในงบการเงินไตรมาสที่ 2 ของปีนี้
สถานการณ์ในไตรมาส 2 นี้ ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของกลุ่มโรงกลั่น เนื่องจากในช่วงก่อนหน้านี้ที่ค่าการกลั่น (GRM) ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก แต่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศกลับมีนโยบายควบคุมทั้งการส่งออกและแทรกแซงราคาจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งการจำกัดเพดานกำไรในช่วงขาขึ้นของธุรกิจการกลั่นเช่นนี้ ส่งผลเชิงลบทำให้โรงกลั่นไม่สามารถสะสมกระแสเงินสดหรือสร้าง Financial Buffer ได้เต็มที่ตามกลไกตลาดปกติ และยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์การลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นไทยในสายตาของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระยะยาวอีกด้วย
เมื่อสถานการณ์พลิกผัน ราคาน้ำมันดิบโลกเปลี่ยนทิศทางปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายน กลไกความเสี่ยงทางบัญชีจึงทำงานเร็วกว่าที่คิด เนื่องจากโรงกลั่นมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายในการต้องสำรองน้ำมันดิบไว้ล่วงหน้าเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
ทำให้น้ำมันคงคลังที่จัดเก็บตามกฎหมายและเพื่อการค้าขายปกติที่ซื้อเข้ามาในราคาต้นทุนที่สูงมากช่วงก่อนหน้านี้ ต้องถูกปรับมูลค่าลดลงตามราคาตลาดโลกปัจจุบันทันที เปรียบเสมือนร้านค้าที่ช่วงของแพงถูกขอให้ขายในราคาต่ำ ทำให้ไม่มีกำไรสะสมสะสมไว้ แต่พอราคาสินค้าในตลาดโลกร่วงลงกะทันหัน ก็ต้องยอมรับสภาพขาดทุนในคลังสินค้าและแบกรับความเสี่ยงนี้ไปเพียงลำพัง
ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงทางธุรกิจว่า โรงกลั่นน้ำมันไม่สามารถกำหนดกำไรหรือราคาได้ แต่ต้องกลั่นและขายภายใต้กลไกราคาตลาดโลกอย่างแท้จริง ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบขาขึ้น โรงกลั่นอาจจะมีกำไรจากสต็อก (Stock Gain) ทางบัญชีเข้ามาเสริม ซึ่งมักจะถูกสังคมและภาครัฐเพ่งเล็ง
แต่ในทางกลับกันเมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วเช่นในปัจจุบัน โรงกลั่นก็ต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงและผลขาดทุนคืนกลับไปด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นกลไกปกติของธุรกิจพลังงาน