“ป่าดี ครีเอชัน” จับมือ FORRU มช. นำทัพอาสา“ป่าดี Together”ฟื้นฟูป่าดอยสุเทพ-ปุย 8 ไร่ โมเดลปลูกป่าวิทยาศาสตร์พรีเมียม ตอบโจทย์นักลงทุนยุค Net Zero & ESG
25 มิ.ย. 69 ที่จ.เชียงใหม่ – บริษัท ป่าดี ครีเอชัน จำกัด (Padee Creation Co., Ltd.) ร่วมกับหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (FORRU-CMU) และภาคีเครือข่าย ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการจัดกิจกรรม “ป่าดี Together” นำทีมกลุ่ม “อาสาป่าดี รุ่น 1 และ รุ่น 2” ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้น ร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและทีมงาน ลงพื้นที่พลิกฟื้นผืนป่าเชิงนิเวศนำร่องเฟสแรกจำนวน 8 ไร่ ณ บ้านแม่สาน้อย ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ (พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย) เมื่อวันที่ 20 และ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา มุ่งเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมามีความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมส่งมอบผืนป่าที่สมบูรณ์ให้ชุมชนได้พึ่งพาและอยู่อาศัยตามวิถีชีวิตอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.เดีย พนิตนาถ แชนนอน อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ป่าดี ครีเอชัน จำกัด เปิดเผยว่า “ป่าดี ครีเอชัน” เป็นธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม (Spin-off) ที่ต่อยอดมาจาก FORRU-CMU ซึ่งสั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในงานฟื้นฟูป่าระดับสากลมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี โดยกิจกรรมครั้งนี้ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิดการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมของชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ด้วยการผสานองค์ความรู้เชิงวิชาการเข้ากับบริบททางสังคมอย่างลงตัว
FORRU-CMU ร่วมก่อตั้งโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สตีเฟน เอลเลียต (Stephen Elliott) ผู้บุกเบิกงานวิจัยการฟื้นฟูป่าในประเทศไทย และผู้พัฒนาต่อยอดแนวทาง “วิธีพรรณไม้โครงสร้าง” (Framework Species Method) ที่ได้รับการยอมรับและนำไปประยุกต์ใช้ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการเร่งการฟื้นตัวของระบบนิเวศป่าไม้ และช่วยดึงความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืนสู่พื้นที่เสื่อมโทรม

นอกจากนี้ โครงการยังได้รับความร่วมมืออันดีจากหลายภาคส่วน ทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และภาคประชาสังคม ประกอบด้วย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย, มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ตลอดจนเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น ภาคเอกชนและพลังจากภาคประชาชน
สำหรับพื้นที่ ณ บ้านแม่สาน้อย ถือเป็น 1 ใน 10 หมู่บ้านเป้าหมายที่ผ่านการประเมินเชิงวิชาการแล้วว่ามีศักยภาพและโอกาสในการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้ และเป็นความต้องการร่วมกันของคนในชุมชน โดยพื้นที่ทั้งหมดที่ได้รับการอนุญาตจากอุทยานแห่งชาติมีจำนวน 79 ไร่ ซึ่งการลงพื้นที่นำร่องขอบเขต 8 ไร่แรกในครั้งนี้ ทีมงานได้เลือกใช้ “วิธีพรรณไม้โครงสร้าง” (Framework Species Method) ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการวิจัยระดับสากลแล้วว่าสามารถกระตุ้นและเร่งกลไกการฟื้นตัวตามธรรมชาติของระบบนิเวศป่าไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในส่วนของกิจกรรมปลูกป่า กลุ่มอาสาสมัครทั้ง 2 รุ่น ได้ร่วมแรงร่วมใจปลูกไม้ท้องถิ่นภาคเหนือรวม 29 ชนิด ซึ่งเป็นชนิดที่มีอัตราการรอดชีวิตสูงในพื้นที่เสื่อมโทรม เรือนยอดพุ่มกว้างหนาทึบช่วยควบคุมวัชพืช ทนทานและฟื้นตัวได้ดีหลังเกิดไฟป่า และช่วยดึงดูดสัตว์ป่าที่เป็นตัวกลางกระจายเมล็ดให้กลับเข้ามาในพื้นที่ โดยเป็นการปลูกเสริมในอัตรา 400 ต้นต่อไร่ เพิ่มเติมจากต้นทุนกล้าไม้ธรรมชาติเดิมที่มีอยู่แล้ว 100 ต้นต่อไร่ ส่งผลให้สามารถปลูกต้นกล้าคุณภาพสูงคืนสู่ธรรมชาติได้สำเร็จตามเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 3,200 ต้น
ความสำเร็จในการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ถือเป็นการการันตีศักยภาพของ ป่าดี ครีเอชัน ในการผสานองค์ความรู้ทางวิชาการระดับสากล ตั้งแต่การคัดเลือกชนิดไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ความสูง สภาพภูมิประเทศ และสภาพภูมิอากาศ ให้เข้ากับการบริหารจัดการของชุมชน เปลี่ยนภาพจำการปลูกป่าทั่วไปให้กลายเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำและจับต้องได้ ซึ่งสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของบริษัทฯ ในการยกระดับสู่การเป็นผู้ให้บริการแก่นักลงทุนและภาคธุรกิจที่มองหา “บริการฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศระดับพรีเมียม (Premium Forest Restoration Service)” เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero และ ESG (Environment, Social, Governance) ขององค์กรอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ปลูกป่าแล้วจบไป แต่ยังมีการออกแบบกลไกให้ต้นไม้ที่ปลูกนั้น สามารถเติบโตและรอดชีวิตเป็นระยะเวลาต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ 2 ปี (2-Year Maintenance & Monitoring) พร้อมติดตามสมรรถนะของกล้าไม้ (Performance Monitoring) โดยใช้เครื่องมือมาตรฐานประเมินผลเชิงลึกเพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในรายงานความยั่งยืน (ESG Report / One Report) ได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ ป่าดี ครีเอชัน มีความพร้อมสำหรับให้บริการด้านการประเมินผลลัพธ์เพิ่มเติม อาทิ Carbon Assessment, Biodiversity Assessment และ SROI Analysis (Social Return on Investment) เพราะนอกจากการปลูกต้นไม้แล้ว พื้นที่ฟื้นฟูแห่งนี้ยังมีแผนการดูแลรักษาและติดตามผลอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี โดยดำเนินงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ ทั้งการควบคุมวัชพืช การบำรุงรักษาต้นไม้ การป้องกันไฟป่า และการติดตามการเจริญเติบโตของต้นไม้ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการฟื้นฟูในระยะยาว
โครงการยังมีแผนประเมินผลลัพธ์ด้านการกักเก็บคาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และผลกระทบทางสังคม เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือสำหรับการติดตามผล และสนับสนุนการรายงานด้านความยั่งยืนขององค์กรที่เข้ามามีส่วนร่วมในอนาคต
กิจกรรมฟื้นฟูป่าดอยสุเทพในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการปลูกต้นไม้ แต่เป็นตัวอย่างของการสร้างระบบสนับสนุนการฟื้นฟูป่าที่เชื่อมโยงงานวิจัย ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตของชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการขยายผลการฟื้นฟูป่าในระดับภูมิทัศน์ และการพัฒนาความร่วมมือด้านความยั่งยืนในอนาคต

“เพราะการฟื้นฟูป่าที่แท้จริง ไม่ได้จบลงในวันที่ปลูกต้นไม้ แต่เริ่มต้นจากการสร้างระบบที่ทำให้ป่า ชุมชน และผู้คน เติบโตไปด้วยกันได้ในระยะยาว” สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: เว็บไซต์: padeecreation.com เฟซบุ๊กเพจ: ป่าดี ครีเอชัน PADEE CREATION อีเมล: [email protected]