กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เดนมาร์กเติบโตต่อเนื่อง หลังรถใหม่จดทะเบียนกว่า 79.9% ในครึ่งแรกปี 2569 เป็นรถ EV มองเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และขยายความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด เทคโนโลยีชาร์จไฟ และซอฟต์แวร์อัจฉริยะ
วันที่ 27 ก.ค. 25699 นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวณิชพร วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ถึงการสำรวจตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในเดนมาร์ก โอกาสในการส่งออกสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ และโอกาสในการร่วมทำธุรกิจบริการกลุ่มพลังงานสะอาดเทคโนโลยีชาร์จไฟ ระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะ
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานผลการสำรวจว่า ปัจจุบันเดนมาร์กกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการขนส่งอย่างชัดเจน โดยข้อมูลล่าสุดจาก Mobility Denmark ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 รถยนต์ใหม่ที่จดทะเบียนในเดนมาร์กจำนวนถึง 79.9% หรือเกือบ 4 ใน 5 คัน เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ และความสำเร็จของเดนมาร์กในการเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition)
ทั้งนี้ ช่วงเดือนม.ค.–มิ.ย. 2569 เดนมาร์กมียอดขายรถยนต์ใหม่รวมทั้งสิ้น 101,032 คัน เพิ่มขึ้น 12.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเพิ่มขึ้นถึง 41.2% เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ
ขณะที่ ผู้บริหารของ Mobility Denmark ระบุว่า การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของเดนมาร์กในระยะยาว
ในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ต้นทุนการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มสูงขึ้น
ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาพิจารณารถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว นอกจากนี้ การแข่งขันด้านสินเชื่อ และเงื่อนไขทางการเงินของผู้ผลิตรถยนต์ยังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น
สำหรับรุ่นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเดนมาร์กปีนี้ ได้แก่ Skoda Elroq ซึ่งมียอดจดทะเบียนกว่า 5,065 คัน รองลงมา ได้แก่ Toyota bZ4X และ Tesla Model Y โดยรถยนต์ 10 อันดับแรกที่ขายดีที่สุดในครึ่งปีแรกของปี 2569 ล้วนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด
สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยานยนต์เดนมาร์กกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ที่รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นมาตรฐานใหม่ของผู้บริโภค มากกว่าจะเป็นเพียงทางเลือกใหม่เหมือนในอดีต และแนวโน้มดังกล่าวยังสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาตลาดยานยนต์ในกลุ่มประเทศนอร์ดิกโดยรวม ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล การสนับสนุนเทคโนโลยีสะอาด และการส่งเสริมพฤติกรรมผู้บริโภคที่สอดคล้องกับนโยบายความยั่งยืน โดยคาดว่าความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในอนาคต
นางสาวสุนันทากล่าวว่า จากแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในเดนมาร์ก สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดยานยนต์ในเดนมาร์กและกลุ่มประเทศนอร์ดิกที่กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างจริงจัง โดยแนวโน้มดังกล่าว ยังจะส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และห่วงโซ่อุปทานใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะยาวด้วย
โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อาจเปิดโอกาสทางการค้าในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไทยมีศักยภาพการผลิตและกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมรองรับ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สายไฟ แผงวงจร แบตเตอรี่ ระบบจัดการพลังงาน รวมถึงอุตสาหกรรม supporting industries ที่เกี่ยวข้องกับ EV ecosystem
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่อยู่ในกลุ่มพลังงานสะอาดเทคโนโลยีชาร์จไฟ ระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะ หรือ digital solutions สำหรับ mobility sector อาจมีโอกาสพัฒนา
ความร่วมมือทางธุรกิจกับผู้ประกอบการในภูมิภาคนอร์ดิกในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ตลาดเดนมาร์กและนอร์ดิกให้ความสำคัญสูงต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และกฎระเบียบด้านเทคนิคของสหภาพยุโรป (EU Regulations) โดยเฉพาะเรื่อง carbon footprint, circular economy, battery regulations และ traceability ของ supply chain ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องติดตามกฎระเบียบใหม่อย่างใกล้ชิด และปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้นเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับความต้องการของตลาดยุโรปในระยะยาว