ร้านมือถือ แจงดราม่าสาดน้ำใส่พนง. ปมลักทรัพย์ เกือบ 2 แสน ยันเรื่องจริงไม่ใช่คอนเทนต์ เผยญาตินำเงินชดใช้แล้วบางส่วน

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง เผยแพร่คลิปเหตุการณ์ขณะชายรายหนึ่งกำลังพูดคุยกับพนักงาน ก่อนมีจังหวะสาดน้ำใส่พนักงาน พร้อมระบุข้อความตั้งคำถามถึงกรณี “ลักทรัพย์นายจ้าง” จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ โดยมีทั้งผู้ที่เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์จริง และบางส่วนมองว่าอาจเป็นคอนเทนต์หรือการสร้างกระแส

ล่าสุด เวลา 15.00 น. วันที่ 11 ก.ย.2569 นายเก่ง เจ้าของร้านนักเลงมือถือ เปิดใจกับ ”ข่าวสดออนไลน์“ ว่า คลิปที่ถูกเผยแพร่ออกไปเป็นเพียงบางส่วนของเหตุการณ์ และยืนยันว่า ทางบริษัทถูกขโมยทรัพย์สินจริง โดยเป็นโทรศัพท์มือถือ iPhone หลายเครื่อง รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 200,000 บาท

นายเก่ง กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้ส่งเรื่องให้ทีมทนายของบริษัทดูแลต่อแล้ว ส่วนบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่านำทรัพย์สินไปนั้น หลังจากคลิปถูกเผยแพร่ประมาณ 1 วัน ทางญาติพี่น้องได้นำเงินสดเข้ามาชดเชยค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว และมีการบันทึกข้อมูลดังกล่าวไว้กับทีมทนาย เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุ ขณะนั้นกำลังนั่งพูดคุยและสอนทักษะเกี่ยวกับการรับลูกค้า รวมถึงเทคนิคต่างๆ ในการพูดคุยกับลูกค้าอยู่ จากนั้นได้รับข้อมูลแจ้งเข้ามาว่าเกิดปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินของบริษัทที่ถูกขโมย จึงเกิดเหตุการณ์สาดน้ำตามในคลิป

ในส่วนของคลิปที่ถูกเผยแพร่นั้น พนักงานในบริษัทเป็นผู้บันทึกไว้ เนื่องจากโดยปกติหากเป็นการอบรมหรือการสอนทักษะสำคัญ รวมถึงเรื่องใหม่ๆ บริษัทจะมีการบันทึกคลิปไว้เป็นความรู้สำหรับพนักงานคนอื่นที่ไม่ได้เข้าร่วม เพื่อให้สามารถนำไปศึกษาต่อได้

ส่วนเหตุการณ์ที่มีการสาดน้ำ นายเก่งยอมรับว่า คลิปที่เผยแพร่ออกไปไม่ใช่คลิปทั้งหมด และมีคลิปที่ยาวกว่านั้น โดยก่อนที่จะเกิดจังหวะดังกล่าว ได้มีการพูดคุยกันตามปกติแล้ว แต่ยังไม่มีการยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากพูดคุยกัน จึงให้พนักงานเล่ารายละเอียดทีละเรื่องว่า นำทรัพย์สินออกไปอย่างไร และเกิดขึ้นเมื่อใด

เนื่องจากมองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะบริษัท แต่ยังอาจทำให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ต้องได้รับความเดือดร้อนไปด้วย หากมีการตรวจพบทรัพย์สินสูญหายและต้องร่วมรับผิดชอบค่าเสียหาย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้บริษัทเคยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของพนักงานรายดังกล่าวอยู่บ้าง แต่ไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมากถึงประมาณ 200,000 บาท โดยในช่วงแรกเข้าใจว่าอาจมีทรัพย์สินหายเพียง 1-2 เครื่องเท่านั้น

นอกจากนี้จุดที่ทำให้บริษัทเริ่มตรวจสอบพบความผิดปกติว่า ธุรกิจของบริษัทมีการขายสินค้าออนไลน์ด้วย และมีตัวแทนขายที่สามารถปิดการขายเพื่อรับค่าคอมมิชชัน โดยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีการปิดการขายโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง

แต่เมื่อตรวจสอบกลับไม่พบสินค้าดังกล่าว จึงมีการพูดคุยและพบความผิดปกติ จากนั้นจึงตรวจสอบเพิ่มเติม และพบว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่จากข้อมูลที่บริษัทตรวจสอบได้ พบว่ามีการนำโทรศัพท์ออกไปหลายครั้ง ครั้งละประมาณ 1-2 เครื่อง และเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ทำให้เมื่อรวมมูลค่าความเสียหายแล้วอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาท

นายเก่ง กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ หากตรวจไม่พบความผิดปกติดังกล่าว ความเสียหายอาจเพิ่มขึ้นอีก และพนักงานคนอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอาจได้รับผลกระทบไปด้วย โดยยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พนักงานบางรายที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์และขยันรู้สึกเครียดถึงขั้นร้องไห้ เพราะเกรงว่าจะต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบในความเสียหายที่ตนเองไม่ได้ก่อ

ส่วนกรณีกระแสวิจารณ์ในโลกออนไลน์ หลังคลิปถูกเผยแพร่ นายเก่ง กล่าวว่า ความคิดเห็นแบ่งออกเป็น 2 ทิศทาง บางคนตัดสินจากคลิปที่เห็นทันที ขณะที่บางส่วนเข้าใจว่าเป็นเพียงคอนเทนต์ หรือเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ของคู่รักที่ทะเลาะกัน ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่คอนเทนต์หรือการทำขึ้นเพื่อขายของ พร้อมระบุว่าได้ชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ไว้ในช่องทางของตัวเองแล้ว

เมื่อถามถึงการดำเนินการหลังจากนี้ นายเก่ง กล่าวว่า ในส่วนของค่าเสียหาย มีการชดเชยเข้ามาแล้วบางส่วน และบริษัทจะบันทึกข้อมูลดังกล่าวไว้ ขณะที่เรื่องทางกฎหมายจะให้ทีมทนายของบริษัทเป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับมาตรการป้องกันภายในบริษัท ยังคงใช้มาตรการเดิม เนื่องจากบริษัทมีระบบตรวจสอบและเช็กสต็อกสินค้าอยู่แล้ว โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าสูง ซึ่งถือเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ผู้ประกอบการควรดำเนินการอย่างรัดกุม เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าสินค้าหายไปเมื่อใด และหายไปจากขั้นตอนใด

นายเก่งฝากเตือนถึงผู้ประกอบการว่า ไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าบุคคลใดเป็นอย่างไร จึงควรให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยภายในองค์กร รวมถึงการตรวจนับสต็อกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

พร้อมย้ำว่า “ความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงานต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก” และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงสร้างความเสียหายให้บริษัท แต่ยังทำให้คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องต้องได้รับผลกระทบไปด้วย ทั้งนี้ ทีมทนายของบริษัทเป็นผู้ดูแลเรื่องทางกฎหมายทั้งหมด ส่วนเงินที่มีการนำมาชดเชยแล้วนั้น บริษัทจะบันทึกไว้เป็นข้อมูลประกอบการดำเนินการต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน