KKP ชี้ปีนี้ไทยโต 2.5% รั้งท้ายอาเซียน แนะเร่งเชื่อมซัพพลายเชนAI

KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้จัดทำบทวิเคราะห์เรื่อง “KKP ปรับเพิ่มจีดีพีไทยปี 69 โต 2.5% รับอานิสงส์ วัฏจักรลงทุน AI ชี้เศรษฐกิจแบ่งขั้ว K-Shape ชัดเจน เสนอรัฐเร่งแก้โจทย์โครงสร้างเพื่อดึงเม็ดเงินให้อยู่ในไทย” โดยประเมินเศรษฐกิจอาเซียนยังได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ไทยได้ประโยชน์น้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค

โดยคาดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยในปี 2569 จะขยายตัว 2.5% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มจากประมาณการเดิมที่วางไว้ 2.1% แต่อยู่ในระดับที่ต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียนเทียบเท่ากับประเทศฟิลิปปินส์

สำหรับประเทศไทยได้รับประโยชน์จากวัฏจักร AI ทำให้การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีต่อเนื่อง ทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จัดให้ไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกี่ยวกับ AI รายใหญ่ของโลก แต่ผลประโยชน์ที่ส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยยังน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและการปรับตัว ซึ่งเมื่อเทียบกับอาเซียนทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์ต่างได้รับประโยชน์โดยตรงจากวัฏจักร AI

ส่วนไทยและเวียดนามเริ่มได้อานิสงส์ผ่านห่วงโซ่อุปทานที่กว้างขึ้น ทางด้านอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์พึ่งพาอุปสงค์ในประเทศมากกว่า ทำให้การฟื้นตัวช้ากว่า โดย KKP Research ประเมินเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2569 จะเติบโต 5.0% นำโดยเวียดนามโต 8.2% มาเลเซีย 5.2% สิงคโปร์ 5.1% และไทยกับฟิลิปปินส์โต 2.5%

สำหรับช่องว่างระหว่างไทยกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน มาจากความสามารถในการรักษามูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไว้ในประเทศได้น้อย จาก 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ไทยยังอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าระดับชิ้นส่วนและการประกอบ จึงต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจำนวนมาก

ขณะที่ธุรกิจเทคโนโลยีและ Data center ส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ ทำให้กำไรส่วนหนึ่งต้องกลับไปสู่ต่างประเทศ รวมถึงการลงทุน AI ในไทยกระจุกตัวอยู่ใน Data center ซึ่งใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศไม่สูง ทำให้การลงทุนต่อเนื่องไปยังธุรกิจไทยมีจำกัด อีกทั้งการเติบโตจาก AI ยังถูกกระทบจากภาคการผลิตดั้งเดิมที่หดตัวจากการแข่งขันของสินค้านำเข้า

อีกทั้งมีสัญญาณสำคัญที่พบว่าการส่งออกไทยขยายตัวแข็งแกร่ง แต่บัญชีเดินสะพัดกลับขาดดุลอยู่ แตกต่างจากบางประเทศในภูมิภาคที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักร AI และเกินดุลการค้า ตอกย้ำว่าไทยเข้าร่วมในวัฏจักร AI แต่สามารถเก็บมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ในประเทศได้น้อยกว่า

ทางด้านการลงทุน Data center ถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของการลงทุนในไทยช่วงปี 2569-2570 แต่ผลบวกต่อเศรษฐกิจอาจต่ำกว่ามูลค่าการลงทุนที่ประกาศไว้ เนื่องจากต้องพึ่งพาเครื่องจักรและอุปกรณ์นำเข้าสูง รวมถึงการสร้างผลตอบแทนจากเงินทุนส่วนใหญ่ยังอยู่กับผู้ประกอบการต่างชาติ และการจ้างงานหลังเปิดดำเนินการมีไม่มากเมื่อเทียบกับเงินลงทุน โดยผลตอบแทนที่ไทยจะได้รับต้องขึ้นอยู่กับว่า Data center สามารถเชื่อมโยงไปยังอุตสาหกรรมอื่นในประเทศได้มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้แนวทางสำคัญไทยควรกำหนดเงื่อนไขการลงทุนให้ชัดเจนขึ้น เพื่อเพิ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและควบคุมผลกระทบ โดยเฉพาะการกำหนดต้นทุนไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง การควบคุมการใช้น้ำ และการเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์จาก BOI กับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ การพัฒนาทักษะ และการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ดั้งเดิม

สำหรับภาคส่งออกคาดว่าจะยังขยายตัวแข็งแกร่งถึงไตรมาส 4 แต่ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมีข้อจำกัด เนื่องจากสินค้าส่งออกที่เติบโตรวดเร็ว กลับมีการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจำนวนมาก รวมถึงไทยเป็นจุดผ่านของสินค้ามากกว่าฐานการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง สะท้อนจากการขาดดุลการค้าและสัดส่วนการจ้างงานในภาคส่งออกที่ลดลง ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานต่างทยอยปิดกิจการ ส่งผลต่อความเสี่ยงด้านการจ้างงานที่ต้องติดตามต่อไป

ขณะที่การบริโภคสะท้อนภาพเศรษฐกิจแบบ K-shaped โดยกลุ่มรายได้สูงยังมีกำลังซื้ออยู่ แตกต่างจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังเผชิญภาระหนี้ครัวเรือน รายได้เติบโตจำกัด และเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว ทั้งยอดขายและการโอนที่ซบเซา ฐานะการเงินของผู้ประกอบการ และการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้น โดยการระบายอุปทานอสังหาริมทรัพย์คงค้างและการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ เป็นปัจจัยสำคัญต่ออุปสงค์ในปี 2570

ทั้งนี้ KKP Research ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ไทยในปี 2569 จาก 2.1% เป็น 2.5% มาจากเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ออกมาดีกว่าคาดไว้ ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชนตามวัฏจักร AI ที่ยังเร่งตัว และรายได้จากนักท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง แม้จำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัว

อย่างไรก็ตามในปี 2570 ปรับประมาณการจีดีพี จาก 2.2% เป็น 2.7% ซึ่งมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน โดยแม้ว่าจะปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจ แต่ภาพรวมไม่ได้เปลี่ยนไปมาก ซึ่งการเติบโตยังพึ่งพาภาคส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่ภาคเศรษฐกิจในประเทศส่วนใหญ่ยังอ่อนแอ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน