คุยกับ สุดาพร นาคฟัก
ผู้ประสานงาน‘กลุ่มฅนวัยใส’
‘เด็กหลายคนรู้ว่าท้องตอนวันคลอด’

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

บรรดาพ่อแม่วัยรุ่นที่ร่วมโครงการ

‘กลุ่มฅนวัยใส’ เป็นเอ็นจีโออีกกลุ่มที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่มี น.ส.สุดาพร นาคฟัก เป็น ผู้ประสานงาน ซึ่งทำโครงการที่น่าสนใจคือ “โครงการพัฒนาทักษะอาชีพการประกอบอาหารขนาดย่อมในกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่น” ครอบคลุม 4 อำเภอของจ.เชียงใหม่ มีอ.สารภี อ.หางดง อ.สันกำแพง และอ.เมือง โดยเชิญชวนกลุ่มพ่อแม่วัยรุ่นอายุ 13-24 ปีที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการด้านอาหารรายย่อยมาร่วมอบรมเรียนรู้ เน้นการทำแผนพัฒนาทักษะด้านการประกอบอาชีพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อาทิ ทักษะทางอาชีพเบื้องต้น การสำรวจราคาวัตถุดิบ การทำบัญชีรายรับรายจ่าย การสำรวจความต้องการของลูกค้า การทำตลาดบนโลกออนไลน์ และการสร้างแบรนด์

“ข่าวสด” มีโอกาสสนทนากับผู้ประสานงาน ‘กลุ่มฅนวัยใส’ รายนี้ ในหลากหลายแง่มุม

‘กลุ่มฅนวัยใส’ ดำเนินงานมากี่ปีแล้ว

จริงๆ แล้วทำงานกับกับแม่วัยรุ่นมา 6-7 ปี มีพ่อแม่วัยรุ่นที่ดูแลประมาณ 100 คน เพราะมีกลุ่มเป้าหมายใหม่มาเรื่อยๆ เริ่มแรกมีแค่ 8 คน แล้วค่อยๆ ขยับเป็น 15 20 30 50 80 พอปี 2563 เพิ่มเป็น 100 คน รวมทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มีผู้หญิง 70% ผู้ชายประมาณ 30% ส่วนใหญ่ไม่ได้มาเป็นคู่ เพราะบางคนเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว บางคนเลิกกับแฟน บางคนแฟนไม่ยอมมาร่วมเรียนรู้ด้วย

การดำเนินงานได้รับงบจากกสศ. ปี 2562 ได้ 7 แสนกว่าบาท ในปี 2563 ได้ 8 แสนกว่าบาท งบที่ได้มาในปีแรกนำไปจัดกระบวนการการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพเพื่อนำไปสู่อาชีพของเด็ก ประมาณ 10-11 กิจกรรม และส่วนหนึ่งนำไปสนับสนุนทุนประกอบอาชีพ และจะมีงบอีกส่วนหนึ่งไว้สำหรับให้ทีมนำไปติดตามส่งเสริม เพราะเวลา สนับสนุนงบไปก็ต้องมีคนส่วนหนึ่งไปดูแล ไปติดตามเด็กว่าสูตรอาหารเขาเป็นอย่างไร เขาพัฒนาได้ไหม จะขายอย่างไร

สุดาพร นาคฟัก กับแม่วัยใสขายน้ำผึ้งมะนาว

มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดปัญหาแม่วัยรุ่น

ที่ผ่านมาแม่วัยรุ่นอายุต่ำสุด 13 ปี คือท้องตอน 12 ปี คลอดตอนอายุ 13 ปี ปัจจัยหลักๆ เลยคือเขาอยากรู้อยากลอง มีเพศสัมพันธ์แล้วไม่ได้ป้องกัน มีการพูดคุยกันตลอดว่าระบบการศึกษาต้องสอนเรื่องการคุมกำเนิด แต่เด็กบางคนไม่สนใจจะเรียนรู้ เขาไม่สนใจเลยว่าถ้าไปมีเพศสัมพันธ์แล้วจะท้องไม่ท้อง มีเด็กหลายคนรู้ว่าท้องตอนวันคลอด เจ้าหน้าที่เองก็งงเพราะคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันเป็นเรื่องจริง ตอนแรกคิดว่าเด็กไม่ยอมรับ หรือไม่กล้าเปิดเผย แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ เพราะเด็กที่คลอดออกมาตัวงอ เหมือนเด็กไม่กล้าดิ้น เหมือนแอบอยู่ในท้องแม่ ตอนคลอดออกมาตัวงอ จนหมอต้องทำกายภาพบำบัดช่วยให้แข็งแรง บางคนก็ออกจากระบบการศึกษาก่อน มีแฟน ไม่อยากไปโรงเรียน อยู่กับแฟนแล้วท้องทีหลัง บางคนมาจากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ มีเยอะ ประมาณ 80%

ส่วนใหญ่พอมาเป็นสมาชิกของกลุ่มฅน วัยใสแล้วจะอยู่ยาว มีประมาณแค่ 10 คนที่อายุเยอะแล้ว และมีอาชีพ มีครอบครัวที่อบอุ่นแล้ว ไม่ต้องพึ่งกลุ่มก็จะไม่ค่อยมาทำกิจกรรม ไม่ค่อยได้ติดต่อ แต่บางคนไม่ได้มาทำกิจกรรม แต่กลุ่มก็มีวิธีการดูแลแบบอื่น อย่างเช่น การเยี่ยมบ้าน หรือพูดคุยผ่านทางช่องทางต่างๆ

สมาชิกของกลุ่มทำบ้าบิ่นขาย

เท่าที่ดูแม่วัยใสมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

ที่มีสมาชิกเยอะเพราะกลุ่มทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่ตามหลักสถิติที่ส่งไปที่กระทรวงสาธารณสุข มันกระจัดกระจาย และไม่ได้ส่งครบตามความจริง สถิติอาจจะน้อย เด็กของกลุ่มส่วนหนึ่งจะมีเพื่อนแนะนำกันมา เป็นเด็กกลุ่มที่ไม่ได้มีข้อมูลอยู่ในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ไม่ได้อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ อาจไปคลอดเอกชนหรือไปคลอดที่อื่นแล้วเพิ่งย้ายมาอยู่ ซึ่งมีหลากหลายมาก ต้องหาให้เจอให้เข้าถึงได้เยอะที่สุดเพราะจะได้ช่วยเหลือเขา

พ่อแม่วัยใสคู่นี้ขายกล้วยทอด

แม่วัยใสบางคนไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นปัญหา

ใช่ เพราะว่าบางคนครอบครัวเลี้ยงดูแลดี แต่สำหรับบางคนที่เป็นปัญหาเพราะไม่มีใครดูแล ขณะที่เขาต้องดูแลลูก มีหลายคนที่ถึงขั้นไม่มีข้าวกิน มีน้องคนหนึ่งลูกต้องกินข้าวกับมะม่วงสุกในช่วงโควิด-19 ระลอกแรก เพราะว่าคนในครอบครัว 11 คนทำร้านอาหาร ร้านนวด ทำร้านสปา ตกงานกันหมด ครอบครัวของคุณแม่วัยใสส่วนใหญ่จะยากจน ต้องดูจากฐานข้อมูลของเราด้วย เพราะทางกลุ่มนำข้อมูลมาจากโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งคนที่มาคลอดที่โรงพยาบาลชุมชนใช้บัตร 30 บาท และจากพัฒนาสังคมที่มีเงินอุดหนุน 600 บาท เมื่อ 2-3 ปีก่อน คนที่ได้เงินอุดหนุนคือคนที่มีฐานะยากจน เด็กของกลุ่ม 70% ทำงานเลี้ยงดู ตัวเองตั้งแต่อายุ 13-14 ปี โดยเป็นสาวนั่งดริงก์ร้านเหล้า ร้านคาราโอเกะ เป็นอาชีพแรกของเขาเลย พอมีลูกเขาก็ไม่อยากกลับไปวงจรแบบเดิมก็ต้องกระเสือกกระสน การมีลูกก็เหมือนเป็นหลุม แต่ถ้าพลิกอีกด้านหนึ่งก็เหมือนเป็นแรงจูงใจให้เขาพัฒนาศักยภาพตัวเอง อาจจะต่างจากคนที่ไม่มีลูกที่ใช้ชีวิตเที่ยวปกติ แต่สำหรับเขามันไม่ได้แล้ว

หลังจากส่งเสริมเรื่องอาชีพแล้ว ผลเป็นอย่างไรบ้าง

มีทั้งรุ่งและไม่รุ่ง ที่ไม่รุ่งเพราะว่าบางคนทำคนเดียว พอเจอปัญหาขายไม่ได้ เงินทุนมีน้อยพอขายไม่ได้ก็ต้องเลิก บางคนไม่มีคนช่วยพัฒนา ขายไม่ได้ก็ท้อแท้ แต่คนที่ไปได้คือคนที่สู้ หรือเป็นคนที่มีครอบครัวคอยสนับสนุน บางทีฝนตกขายไม่ได้จะมีคนคอยกระตุ้นให้กำลังใจ เพราะขายของมันยากมากเลย มีองค์ประกอบเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น สินค้า ทำเล เทคนิคการขาย แล้วเด็กอายุแค่นี้ถ้าเขาประสบความสำเร็จ เขาต้องใช้พลังเยอะมาก

การที่กสศ.สนับสนุนงบ โครงการนี้เป็นการแก้ปัญหาตรงจุดใช่ไหม

ใช่ เพราะถ้าเด็กไม่มีอาชีพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในสังคมมันก็เหี่ยว มันไม่มีตัวตน ต้องขอตังค์แม่ใช้ อย่างเช่นจะออกไปข้างนอก ไปร้านสะดวกซื้อก็โดนด่าเพราะว่าขอตังค์ ไหนจะนมลูกตัวเองอีก แต่ถ้าเขามีอาชีพ มีเงิน เขากินข้าวอิ่มน้ำนมก็ดี บางคนก็มีเงินให้ลูก ซื้อแพมเพอร์สให้ลูก เวลามาทำกิจกรรมกับทางกลุ่มก็ได้เงินค่าเดินทางครั้งละ 100-200 บาท มา 2 คนได้ 400 บาท เงิน 400 วันนั้นเขากลับไปซื้อนมกระป๋องให้ลูกได้ 1 กระป๋อง มันต่อชีวิตเขาได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน