ม.112 : เปิดข้อกล่าวหาและคำให้การของธนาธร กรณีเฟซบุ๊กไลฟ์ "วัคซีนพระราชทาน"

4 มิ.ย. 2564 - 15:30 น.

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการที่เขาออกมาวิจารณ์เรื่องการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของรัฐบาลทางเฟซบุ๊กไลฟ์ในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน: ใครได้ใครเสีย?” เมื่อ 18 ม.ค. 2564 ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนใกล้สรุปสำนวนการสอบสวนและเสนอความเห็นส่งอัยการเพื่อมีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องในคดีแล้ว

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เดิมที พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง นัดส่งตัวนายธนาธรพร้อมสำนวนการสอบสวนส่งให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องในวันที่ 2 มิ.ย. แต่ พ.ต.อ.ภูมิยศ เหล็กกล้า ผู้กำกับสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาลซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี และนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของนายธนาธร ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยตรงกันว่า ตำรวจได้เลื่อนการส่งตัวผู้ต้องหาให้อัยการออกไปก่อน เพื่อสอบพยานเพิ่มอีก 2 คนในวันที่ 9 มิ.ย.

คลิปที่ทำให้นายธนาธรถูกแจ้งข้อหา ม.112 เป็นคดีแรกนี้มีความยาวประมาณ 20 นาที เขาวิจารณ์นโยบายการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า “ล่าช้า” และตั้งคำถามถึงแนวทางจัดหาวัคซีนแบบ “แทงม้าตัวเดียว” จาก แอสตร้าเซนเนก้า และแสดงความกังวลต่อการที่ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดวัคซีน

วันรุ่งขึ้นหลังการเผยแพร่คลิปดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงของ สธ. ได้ประสานเสียงกันตอบโต้นายธนาธร โดยกล่าวหาว่าประธานคณะก้าวหน้า “บิดเบือน” “ไม่รู้จักสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ” ของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อการสาธารณสุขไทย พร้อมทั้งยืนยันว่าการจัดซื้อวัคซีนจาก บ.แอสตร้าเซนเนก้า และสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนให้ บ.สยามไบโอไซเอนซ์มีความโปร่งใสและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน

หลังจากตอบโต้ด้วยวาจาผ่านสื่อแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ก็ได้มอบหมายให้นายอภิวัฒน์ ขันทอง ประธานคณะกรรมการตรวจสอบและดำเนินคดีแก่ผู้เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จในการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และการฝ่าฝืนหรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค (คตส.) เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้งเมื่อวันที่ 20 ม.ค.

นายธนาธรเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา ทำให้เขามีสถานะเป็น “ผู้ต้องหา” คดีหมิ่นสถาบันกษัตริย์อย่างเป็นทางการ

ข้อกล่าวหาในคดีนี้มีว่าอย่างไร และนายธนาธรให้การว่าอย่างไร บีบีซีไทยนำเนื้อหาบางส่วนของเอกสารบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาของตำรวจ และคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรของนายธนาธรมานำเสนอ

ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด
โรงงานผลิตวัคซีนของ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด

เปิดบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาของตำรวจ

พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหานายธนาธรฐาน “หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3) จากการโพสต์การไลฟ์สดทางเฟซบุ๊ก “Tanathorn Juangroongruangkit-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” พร้อมข้อความว่า “วัคซีนพระราชทาน: ใครได้ใครเสีย?” เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา ประมาณ 21.30 น.


บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหามีข้อความบางตอน ดังนี้

  • “ถ้อยคำวาจาที่นายธนาธรฯ กล่าวออกมาล้วนแต่มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการใช้สิทธิที่ไม่สุจริต ทั้งยังมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 6 โดยมีเจตนาเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมค่า ด้อยค่า เสื่อมพระเกียรติ และมุ่งหมายให้ประชาชนที่ได้ยินและได้เห็นการพูดดังกล่าวล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ด้วยการแสดงความคิดเห็นอันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หมิ่นประมาท ดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์”
  • “ในเนื้อหาที่นายธนาธรฯ พูดนั้นได้กล่าวหาว่าในหลวงรัชกาลที่ 10 ถือหุ้นของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ 100% และบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ได้ทำสัญญากับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด ในการผลิตวัคซีนโรคโควิด-19 แล้วขายให้กับรัฐบาลไทยนำไปฉีดให้กับประชาชนฟรี ซึ่งเป็นการใส่ความโดยกล่าวหาว่าในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้ประโยชน์จากการขายวัคซีนแต่ประชาชนเสียประโยชน์ ซึ่งบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์เป็นบริษัทที่ทำสัญญาผูกขาดแต่เพียงบริษัทเดียว ไม่มีการเปิดประมูลให้บริษัทอื่นมีสิทธิเข้าทำการประมูลเพื่อที่จะได้วัคซีนที่ดีกว่า และบริษัทสยามไอโอไซเอนซ์ทำธุรกิจขาดทุนตลอดมา ทำให้ประชาชนเสียสิทธิในการใช้วัคซีนและได้รับวัคซีนล่าช้า ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง”
  • “เขียนข้อความในแผนผังโครงสร้างวัคซีนด้วยถ้อยคำว่า ‘กษัตริย์วชิราลงกรณ์’ อันเป็นการใช้ข้อความที่มีลักษณะเป็นการนำมาเทียบเท่าเสมอตน จึงเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์”
  • “เป็นการกระทำที่จาบจ้วงล่วงเกิน ใช้ถ้อยคำอันเป็นการเหยียบย่ำหัวใจพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ ด้วยการใส่ร้ายดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 อย่างไร้ซึ่งความเคารพเทิดทูน…การใช้สิทธิและเสรีภาพของนายธนาธรฯ เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะหน้าที่ของพลเมืองต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา
BBC
บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา ม.112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีที่นายธนาธรเฟซบุ๊กไลฟ์วิจารณ์รัฐบาลเรื่องการจัดหาวัคซีนโควิด-19

เปิดคำให้การของนายธนาธร

หลังจากรับทราบข้อกล่าวหา นายธนาธรได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนไทย พร้อมทั้งอ้างพยานบุคคล พยานหลักฐานเพิ่มเติม และยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมีเนื้อหาบางช่วง ดังนี้

  • “ขอยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนทุกประการ มิได้กระทำความผิดใด ๆ อันมีโทษทางอาญาดังที่ถูกกล่าวหา”
  • คดีนี้เป็นการดำเนินคดีซ้ำกับคดีที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญากล่าวหานายธนาธรว่ากระทำความผิดตาม ม. 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งศาลอาญาได้ไต่สวนและสืบพยานของทั้งฝ่ายผู้กล่าวหาและของนายธนาธรก่อนจะมีคำสั่งเมื่อ 29 ม.ค. ยกคำร้องของดีอีเอสและไม่ห้ามเผยแพร่คำพูดของนายธนาธรในระบบคอมพิวเตอร์ โดยคำสั่งศาลมีเนื้อหาโดยสรุปว่าคำกล่าวของนายธนาธรไม่อาจถือได้ว่าเป็นความผิดตาม ม.112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ดังนั้นการที่พนักงานสอบสวนมาแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีต่อนายธนาธรในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินคดีซ้ำในความผิด เดียวกันกับที่ศาลได้พิจารณาแล้ว จึงเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย ดังนั้น “ขอให้พนักงานสอบสวนยุติการดำเนินคดีและมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้เสีย”
  • ถ้อยคำที่นายธนาธรกล่าวในคลิปซึ่งพนักงานสอบสวนหยิบยกมาไว้ในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหานั้น “เป็นความจริงทุกประการและมิได้เป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด การกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด นั้นก็เป็นความจริง ดังปรากฏตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวที่ปรากฎอยู่ที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครทุกประการ”
  • ถ้อยคำที่นายธนาธรตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลหากเกิดปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับวัคซีนโควิดนั้น “เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการจัดการวัคซีนป้องกันโรคไวรัสโคโรนา 2019” และ “เป็นการวิจารณ์การกระทำของรัฐบาลว่าจะกระทบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้คนฟังรู้สึกว่าความบกพร่องขอรัฐบาลเป็นเรื่องร้ายแรง การนำพระมหากษัตริย์มาอ้างของรัฐบาลนั้นอาจทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับความเสื่อมเสีย จึงไม่ควรดึงบริษัทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถือหุ้นดังกล่าวมาเกี่ยวข้องกับการจัดการที่มีความเสี่ยงเช่นนี้ ซึ่งรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ ข้อความไม่มีลักษณะชักชวนให้ประชาชนกล่าวโทษพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่อย่างใด แต่เป็นการกล่าววิจารณ์รัฐบาลว่าการจัดการและการดำเนินการของรัฐบาลนั้นจะกระทบและทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่างหาก”

…………….

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ม.112 : เปิดข้อกล่าวหาและคำให้การของธนาธร กรณีเฟซบุ๊กไลฟ์ "วัคซีนพระราชทาน"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง