หอการค้าฯ แนะผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยงหลังบาทอ่อน พร้อมทำใจรับดอกเบี้ยขาขึ้น แต่หวั่น เอสเอ็มอีขาดสภาพคล่อง อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าจีดีพีปีนี้โตตามเป้า 2.75-3.50%

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีที่ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 16 ปี ทะลุกว่า 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่ามีเงินทุนไหลจากการลงทุน ถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากสหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เงินบาทยังถือว่าไม่อ่อนเกินไปหากเทียบกับหลายๆ ประเทศ และก็ไม่ได้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันมากนัก เพราะคู่ค้าก็เงินอ่อนค่าลงเช่นกัน

แต่ต้องจับตาธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อย่างใกล้ชิด เพราะยังมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ และคาดว่าดอกเบี้ยจะขึ้นไปถึงประมาณ 4.5% กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนลงอีก แม้ว่าเฟดจะยังขึ้นไปอีก 1.25% ในปีนี้ แต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็ยังมีการประชุมเหลืออีก 2 ครั้งเดือนก.ย. และพ.ย. คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.5% แน่นอน ภาคเอกชนและประชาชนต้องปรับตัว เพราะเมื่อเศรษฐกิจในประเทศเริ่มดีขึ้นแล้วจะมีการขึ้นดอกเบี้ยตามมา

“ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวไปตามกลไกตลาด เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดูแลใกล้ชิด และมีมาตรการรับมือที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทย ส่วนต้นทุนการนำเข้าที่จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอีกภาคเอกชนต้องหาวิธีบริหารจัดการกับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วย และมองว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสมในระยะปานกลางควรอยู่ที่ 35-36 บาท ซึ่งจะเป็นระดับที่ดีต่อการส่งออก และไม่ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าเพิ่มมากเกินไป”

ภาคธุรกิจประสบปัญหาต้นทุนธุรกิจสูงขึ้นทั้งเรื่อง ราคาพลังงาน วัตถุดิบ ค่าจ้างแรงงาน รวมไปถึงปัญหาเงินเฟ้อ จากนี้คงต้องเตรียมใจรับวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น แต่อาจจะ ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของเอสเอ็มอี ดังนั้นหอการค้าไทยจะร่วมมือกับรัฐบาล เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน เข้าถึงสินเชื่อด้วยดอกเบี้ยที่ผ่อนปรนมากขึ้น

นายสนั่นกล่าวว่า ค่าเงินบาทอ่อนจะส่งผลดีต่อการ ส่งออก ภาคเกษตร และการท่องเที่ยว รวมทั้งช่วงปลายปีรัฐบาลจีนอาจจะเริ่มผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวจีน เดินทางออกนอกประเทศได้ เชื่อว่านักท่องเที่ยวทั้งปีอาจมากถึง 12 ล้านคน ดังนั้นค่าเงินบาทที่อ่อนโดยสุทธิแล้วเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจไทย เชื่อว่าจีดีพีปีนี้จะยังโตได้ 2.75-3.50% ตามเป้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน