นายกฯ ประชุมบอร์ด กพช. ไฟเขียวมาตรการรับมือผลกระทบค่าไฟฟ้าแพง หากแอลเอ็นจีทะลุ 50 เหรียญ นาน 14 วันจะใช้มาตรการกำหนดเวลาปิดเปิดห้างสรรพสินค้า ปั๊ม และสถานบันเทิง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ขอให้กพช.หาแนวทางในการแก้ปัญหาพลังงาน ปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ออกมาตรการประหยัดพลังงานระยะยาว และลดการนำเข้าพลังงานและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศราคาแพง เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า บอร์ดกพช.ได้ติดตามราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ตลาดโลกพบว่ายังมีราคาสูง ค่าเงินบาทที่อ่อนจะกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าในปี 2566 จึงมีมติเห็นชอบมาตรการบริหารจัดการพลังงานในสถานการณ์วิกฤตราคาพลังงานในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค.2565
โดยให้ดำเนินการควบคู่กับมาตรการประหยัดพลังงาน 11 มาตรการกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยกำหนดเกณฑ์ว่าจะเป็นมาตรการบังคับเมื่อราคาแอลเอ็นจีตลาดจร (Spot LNG JKM) สูงเกินระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อ ล้านบีทียู ต่อเนื่องกัน ไม่น้อยกว่า 14 วัน (Trigger point)
อาทิ 1.การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้สูงขึ้นจากปกติ 2 องศาเซลเซียส หรือ 27 องศาเซลเซียส 2.กำหนดเวลาเปิด-ปิดไฟป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ 3.การปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงหลังเวลา 23.00 น. 4.กำหนดเวลาเปิด-ปิดภาคธุรกิจบริการที่ใช้พลังงานสูง เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ สถานบันเทิง 5.การลดการใช้ แอลเอ็นจี เมื่อราคาสูงกว่า 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู มาเป็นเชื้อเพลิงอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่า และ 6.จัดหาก๊าซ ในประเทศและแหล่ง JDA ประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็นต้น
“ระยะเริ่มต้นจะขอความร่วมมือ แต่เมื่อราคาแอลเอ็นจีสูงกว่าที่กำหนด รัฐจะออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีกำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันราคาแอลเอ็นจีอยู่ที่ 28-29 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู มั่นใจว่าจะทำให้ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติงวด 1/2566 (ม.ค.-เม.ย.) ราคาจะไม่สูงขึ้นกว่างวดปัจจุบัน ที่ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวมค่าไฟฟ้าฐานอยู่ที่ประมาณ 4.72 บาทต่อหน่วย” นายกุลิศกล่าว