SCB FM มองเงินบาทในกรอบ 31.00-32.00 บาทต่อดอลลาร์ ปลายปี หลัง ฟิทช์ เรทติ้งส์ หั่นเครดิตเป็นลบ กดดันเงินบาทอ่อนค่า

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส สายงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า หลัง ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Credit rating outlook) จากเดิมที่มีเสถียรภาพ(Stable) เป็น เป็นเชิงลบ (Negative) ส่งผลให้เงินบาทปรับอ่อนค่าลงเกือบ 20 สตางค์ เมื่อเทียบกับระดับราคาเปิดของวัน

อย่างไรก็ดีการอ่อนค่าของเงินบาทนี้ไม่ได้เป็นผลจาก ฟิทช์ เรทติ้งส์ อย่างเดียว แต่เป็นเพราะตัวเลขการส่งออกไทยเดือน ส.ค. ที่ออกมาในเวลาใกล้เคียงกัน มีการอ่อนแอกว่าที่คาดเช่นกันจึงยิ่งซ้ำเติมมุมมองที่เศรษฐกิจไทยจะชะลอลงชัดเจนขึ้นในไตรมาสข้างหน้า

สำหรับปัจจัยต่างประเทศก็กดดันให้บาทอ่อนค่าเช่นกัน เพราะดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีCorrection กลับไปแข็งค่าขึ้นหลังเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ (ยอดขายบ้านใหม่) ออกมาดีกว่าคาดและ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังไม่ให้สัญญานเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในระยะต่อไป จึงทำให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กลับมาสูงขึ้น

สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ปรับสูงขึ้นเล็กน้อยราว 0.30-0.40% หลัง ฟิทช์เรทติ้งส์ ปรับมุมมองลง เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับกันชนทางการคลัง (Fiscal buffer) และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอลง

โดยหนี้สาธารณะรวมอยู่ที่ 59.4% ต่อ GDP ในเดือนสิงหาคม 2568 ใกล้เคียงกับค่า กลางของกลุ่มประเทศที่มีอันดับ “BBB” ที่ 59.6% และเพิ่มขึ้นมากถึง 25 percentage points จากระดับก่อนเกิดโควิด-19

อย่างไรก็ดี ไทยยังมีเสถียรภาพต่างประเทศที่แข็งแกร่ง และยังมีความสามารถในการจัดหาเงินทุนเพื่อชำระหนี้ภาครัฐได้ค่อนข้างดี จึงทำให้ไม่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงจาก BBB+ โดยภาระดอกเบี้ยจากหนี้ต่างประเทศของไทยยังต่ำ คิดเป็น 0.7% ของรายได้จากต่างประเทศซึ่งต่ำกว่าค่ากลางของกลุ่มอันดับ “BBB” ที่อยู่ที่ 5.7%

อีกทั้ง สถานะสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิของรัฐบาลไทยยังค่อนข้างสูง โดยคิดเป็น 47% ต่อGDP ซึ่งสูงกว่าค่า Median ของกลุ่มอันดับ “BBB” ที่อยู่ที่ -2% อีกด้วย

ปัจจัยที่อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง คือ

1)เศรษฐกิจมหภาคที่มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงในระยะปานกลาง โดยนายวชิรวัฒน์ มองว่าเศรษฐกิจไทยไม่เพียงแค่โตต่ำในปีนี้ (คาด 1.8%) แต่ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยก็มีแนวโน้มลดลงด้วย เนื่องจากภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอลงมากจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ การบริโภคเอกชนที่จะแย่ลงจากรายได้ครัวเรือนที่ต่ำและหนี้สูง

รวมถึงการลงทุนเอกชนที่จะขยายตัวต่ำจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าอาจโตแค่ราว 1.5% และ ศักยภาพการเติบโตของไทยปรับลดลงด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือกังวล

2) ฐานะการคลังของภาครัฐอ่อนแอ ความสามารถในการรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในระยะปานกลาง ปรับลดลง และการขาดดุลงบประมาณที่ต่อเนื่อง โดยนายวชิรวัฒน์ มองว่าเศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มชะลอลงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการคลังเข้ามาช่วยสนับสนุนซึ่งจะยิ่งทำให้ พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) แย่ลง

โดยภาครัฐเตรียมออกมาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของครัวเรือน อย่างไรก็ดีมาตรการจะทำให้ Fiscal space ปรับลดลง ซึ่ง ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประเมินว่ารัฐจะขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้นไปที่ 4.6% ต่อ GDP ในปีงบประมาณนี้ และ 4.3% ต่อ GDP ในปีงบประมาณหน้านอกจากนี้ ภาครัฐยังไม่มีแนวนโยบายในการปรับลดการขาดดุลทางการคลังอย่างชัดเจนเพราะจำเป็นต้องใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่การจัดเก็บรายได้ภาครัฐเพิ่มขึ้นยังทำได้ยาก

หากไทยยังไม่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างและผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน ก็มีโอกาสถูกปรับลด อันดับความน่าเชื่อถือลงได้ในท้ายที่สุด

โดยหากดูสถิติในต่างประเทศพบว่า ประเทศที่ถูกปรับมุมมองมักจะถูกปรับอันดับตามมาในระยะ 12-18 เดือนหลังจากนั้น ซึ่งไทยถูก มูดี้ส์ ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ปรับมุมมองเป็นเชิงลบเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ทำให้มีโอกาสที่จะถูกปรับ อันดับลงในปีหน้า เพราะประเด็นที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (ทั้ง ฟิทช์ เรทติ้งส์ และ มูดี้ส์) ปรับลดมุมมองของไทยลงมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างและระยะยาว ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการปรับแก้และทำได้ไม่ง่ายนัก

อีกทั้ง การเมืองไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง และคาดว่าจะมีการเลือกตั้งในช่วงต้นปีหน้า ทำให้การดำเนินนโยบายอาจไม่ต่อเนื่อง นโยบายการคลังอาจถูกมุ่งเน้นไปที่นโยบายระยะสั้นเป็นหลัก ซึ่งยังไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวที่บริษัทจัดอันดับกังวลได้

อย่างไรก็ดี หากทางการไทยมีแผนงานในการปรับวินัยทางการคลัง (ทำ Fiscal consolidation) เพื่อให้ฐานะทางการคลังปรับดีขึ้น และมีการสื่อสารต่อสาธารณะได้อย่างชัดเจน ก็อาจทำให้ไทยยังไม่ถูกปรับ อันดับความน่าเชื่อถือลงได้ โดยให้จับตาการทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของไทย จากทาง มูดี้ส์ ในเดือนต.ค.นี้

สำหรับมุมมองเงินบาท อาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าได้หากไทยถูกปรับ อันดับความน่าเชื่อถือลงจริง แต่คาดว่าผลกระทบต่อเงินบาทและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย(Government bond yields) จะไม่มากนัก เนื่องจาก

1)มองว่าปัจจัยที่อาจทำให้ถูกลดอันดับลงไม่ใช่ประเด็นใหม่ และตลาดรับรู้อยู่แล้ว และ2)อันดับของไทยยังคงอยู่สูงกว่าระดับ Non-investment grade หรือ กลุ่มต่ำกว่าระดับลงทุนอยู่อีก 3 notches ดังนั้น หากถูกปรับอันดับลงจริง ก็อาจไม่ส่งผลกระทบต่อหนี้และการระดมทุนมากนัก

และเมื่อดูที่ปัจจัยอื่นประกอบ ทั้งเงินดอลลาร์ที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อได้อีกเล็กน้อย และราคาทองคำที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ประเมินว่าเงินบาทอาจอยู่ในกรอบ 31.00-32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปลายปีนี้ แต่ในระยะสั้น บาทอาจยังอยู่ในกรอบ 31.85-32.35 บาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน