หอการค้าเผยน้ำท่วมใต้ ฉุดความเชื่อมั่นธุรกิจเดือนพ.ย.ร่วงอีกครั้ง ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังแกว่ง เศรษฐกิจฟื้นช้า ค่าครองชีพสูง

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนพ.ย. 2568 ว่า ดัชนี ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 51.9 เป็น 53.2 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 10 เดือน แต่ยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100

แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ สงครามการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

ทั้งนี้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส เทียวดีมีคืน เป็นการกระตุ้นกำลังซื้อและท่องเที่ยว การส่งออกยังขยายตัวต่อเนื่อง ราคาน้ำมันทรงตัว ถือเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ค่าดัชนีเพิ่มขึ้น

“ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ในช่วงแกว่งตัว แต่มีสัญญาณจะดีขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ เนื่องจากเข้าฤดูใช้จ่ายปีใหม่ รวมถึงความเร็วและชัดเจนของการเยียวยาช่วยเหลือประสบภัยน้ำท่วม และความต่อเนื่องโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รวมถึงรวมถึงความชัดเจนทางการเมือง ซึ่งการยุบสภา เลือกตั้ง และจัดตั้งคณะรัฐบาลใหม่ได้เร็วและอยู่ในกรอบทันใช้จ่ายงบประมาณปี 2570

รวมถึงก่อนยุบสภาได้มีการเตรียมโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสุญญากาศก่อนได้รัฐบาลใหม่ ภายใน 3-4 เดือนหลังยุบสภา ก็จะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นและการขยายตัวของเศรษฐกิจมากนัก” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวถึงผลสำรวจความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ธุรกิจภาคเอกชน) เดือนพฤศจิกายน ว่า กลับมาลดลงจากระดับ 44.1ในเดือนต.ค. ลงมาอยู่ที่ 44.0 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าฯมองปัจจุบันยังลดลงต่อเนื่อง 9 เดือน จาก 39.2 เป็น 38.9 เนื่องจากปัจจับด้านลบในปัจจุบันยังสูง ทั้งสถานการณ์น้ำท่วมหนักในภาคใต้ กระทบต่อการทำการค้าและภาคเกษตรเสียหาย

หน่วยงานต่างๆปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโตกว่า 2% ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ยังยืดเยื้อ ความไม่ชัดเจนรายละเอียดตามนโยบายภาษีทรัมป์ และราคาพืชเกษตรต่ำ ยังเป็นเรื่องกดดันความเชื่อมั่น อีกทั้งความกังวลรายภาคเพิ่มขึ้นและแตกต่างกัน ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาว่างงาน ค่าครองชีพสูง การบริหารจัดการน้ำ ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะภาคเหนือกลับมาเป็นความกังวลอีกครั้ง แม้ท่วมจะหนักภาคใต้แต่ก็กระทบไปทุกภาคด้วย ด้วยมีผลต่ออารมณ์ใช้จ่ายและการท่องเที่ยวโดยรวม

“รายภาคแม้ความเชื่อมั่นจะปรับดีขึ้น ยกเว้นภาคใต้ที่เจอภัยท่วม ที่ความเชื่อมั่นยังติดลบ คาดว่าหลังรัฐบาลเร่งช่วยเหลือและเคลียร์บ้านเรือน มีเงินเยียวยาได้เร็ว ภายใน 3 เดือนจากนี้ความเชื่อว่าน่าจะกลับมาดีขึ้น เดิมนั้นคาดหวังว่า เงินคนละครึ่งพลัสที่ลงในระบบเศรษฐกิจแล้ว 4 หมื่นล้านบาทจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เร็ว

แต่เมื่อน้ำท่วมในหลายพื้นที่ และใต้หนักสุด และเกิดความเสียหาย บั่นทอนเงินที่ควรลงระบบหายไป 2 หมื่นล้านบาท อีกทั้งพิจารณาจากเงินเฟ้อต่ำติดลบต่อเนื่อง 8 เดือน สะท้อนกำลังซื้อคนไทยแผ่วมาก เศรษฐกิจยังซึมตัว จึงจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ก่อนเข้าช่วงใช้จ่ายปีใหม่จะดีที่สุด” นายธนวรรธน์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน