แพทย์ชี้ 3 สัญญาณเตือนจาก “หู” ก่อนเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ที่หลายคนอาจมองข้าม รู้ไว ป้องกันได้ทันท่วงที พร้อมคำแนะนำเพื่อสุขภาพที่ดี

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ ปัจจุบันโรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้ หากตรวจพบสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างทันท่วงที

โรคหลอดเลือดสมอง (สโตรก) ไม่ได้เป็นเพียงโรคของผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่มีแนวโน้มเกิดในคนอายุน้อยมากขึ้น และกำลังกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพของคนรุ่นใหม่ เมื่อโรคเกิดขึ้น มักมีอาการรุนแรงและดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ความล่าช้าในการรักษาเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่อัมพาต พิการ หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต

ที่น่ากังวลคือ ก่อนเกิดอาการรุนแรง ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า แต่สัญญาณเหล่านี้มักคลุมเครือและถูกมองข้าม ขณะที่การสังเกตและรับรู้ความผิดปกติได้ตั้งแต่ช่วงแรก ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดโอกาสในการฟื้นตัวและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

3 สัญญาณจาก “หู” ที่อาจเตือนโรคหลอดเลือดสมอง

กรณีของชายชาวจีนรายหนึ่ง แม้เกษียณแล้วแต่ยังมีสุขภาพแข็งแรง ช่วงหลังเขามีอาการหูอื้อข้างซ้าย คล้ายมีเสียงหึ่ง ๆ ในหู แต่คิดว่าเกิดจากความเหนื่อยล้า จึงไม่ได้ใส่ใจ

อย่างไรก็ตาม อาการกลับรุนแรงขึ้น หูอื้อเกิดต่อเนื่องแม้อยู่ในที่เงียบ และเริ่มมีการได้ยินลดลง เมื่อเข้ารับการตรวจ พบว่าหลอดเลือดสมองด้านซ้ายตีบมากกว่า 70%

แพทย์ระบุว่า อาการดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของภาวะสมองขาดเลือด โชคดีที่ตรวจพบได้ทันเวลา จึงสามารถควบคุมอาการได้

จากกรณีนี้ แพทย์เตือนว่า หากพบ 3 อาการผิดปกติที่หูต่อไปนี้บ่อยครั้ง ควรระวังความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

1. หูหนวกเฉียบพลัน

งานวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า ภาวะหูหนวกเฉียบพลัน ไม่ได้เป็นเพียงโรคของหูเท่านั้น แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะสมองขาดเลือด

สาเหตุเกิดจากความเชื่อมโยงระหว่างหูชั้นใน ระบบประสาทการได้ยิน และหลอดเลือดสมอง เมื่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองหรือหูชั้นในลดลง อาจทำให้สูญเสียการได้ยินอย่างกะทันหัน

โดยทั่วไป การได้ยินเสื่อมตามวัยจะค่อยเป็นค่อยไปและเกิดทั้งสองข้าง แต่หูหนวกเฉียบพลันมักเกิดเร็ว ภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือวัน และมักเกิดเพียงข้างเดียวโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน

หากมีอาการร่วม เช่น เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้ แขนขาอ่อนแรง พูดลำบาก หรือมองเห็นผิดปกติ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง

ดังนั้น เมื่อมีอาการหูหนวกเฉียบพลัน ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด

2. หูอื้อ

หูอื้อ คือภาวะที่ได้ยินเสียงในหู เช่น เสียงหึ่งหรือเสียงหวีด โดยไม่มีแหล่งกำเนิดเสียงจากภายนอก

แม้จะเป็นอาการที่พบได้ทั่วไป แต่ในบางกรณีอาจสะท้อนความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิตหรือระบบประสาทส่วนกลาง

โดยเฉพาะหากอาการเกิดขึ้นกะทันหัน เป็นต่อเนื่อง และเกิดเพียงข้างเดียว อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาหลอดเลือดสมอง

งานวิจัยหนึ่งพบว่า ผู้ที่มีอาการหูอื้อมีความเสี่ยงต่อภาวะสมองขาดเลือดสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 2.5 เท่า

จึงไม่ควรมองข้ามอาการหูอื้อ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการร่วมทางระบบประสาท

3. ปวดหู

แม้จะพบไม่บ่อย แต่อาการปวดหูอาจเป็นสัญญาณเตือนก่อนเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้

เนื่องจากหูเชื่อมโยงกับเส้นประสาทหลายเส้น เช่น เส้นประสาทไตรเจมินัล เส้นประสาทใบหน้า และเส้นประสาทกลอสโซฟารินเจียล เมื่อเกิดความผิดปกติของการไหลเวียนเลือดในสมอง อาจทำให้เกิดอาการปวดร้าวมาที่หู

ลักษณะอาการอาจแตกต่างกัน เช่น ปวดแปลบ ปวดตื้อ หรือรู้สึกแน่นลึกในหู และมักไม่พบความผิดปกติชัดเจนในการตรวจหูทั่วไป

หากมีอาการร่วม เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หรือเสียการทรงตัว ควรรีบพบแพทย์ทันที

วิธีลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในชีวิตประจำวัน

นอกจากการสังเกตสัญญาณเตือนแล้ว การป้องกันควรเริ่มจากพฤติกรรมพื้นฐานที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

1. การออกกำลังกายและกระตุ้นการไหลเวียนเลือด

  • นวดและกดจุดบริเวณศีรษะและต้นคอ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง
  • บริหารคอและไหล่ ลดอาการตึง และช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว
  • เคลื่อนไหวร่างกาย เช่น บริหารแขนขา ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนและหัวใจ

กิจกรรมเหล่านี้ช่วยลดโอกาสการเกิดลิ่มเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง

2. รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง

โภชนาการมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรค งานวิจัยระบุว่า การเพิ่มใยอาหารวันละประมาณ 7 กรัม สามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้ราว 7%

ใยอาหารช่วย :

  • ลดคอเลสเตอรอล
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยควบคุมน้ำหนัก
  • ลดการอักเสบเรื้อรัง

แม้อาการอย่างหูอื้อ ปวดหู หรือการได้ยินลดลงจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงอย่างโรคหลอดเลือดสมอง

การใส่ใจสัญญาณของร่างกาย ควบคู่กับการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม ทั้งการออกกำลังกายและการรับประทานอาหารที่ดี จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่เพียงเพิ่มโอกาสในการรักษา แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องสมองและคุณภาพชีวิตในระยะยาวอีกด้วย

ที่มา SOHA

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน