ปกรณ์วุฒิ บุกป.ป.ช. ขอ 6 เอกสารเปิดสำนวนคดี ‘ศักดิ์สยาม’ ซุกหุ้น เชื่อมีความไม่ชอบมาพากล เผยได้รายชื่อยื่นศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนครบ 140 รายชื่อแล้ว

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 8 พ.ค.2569 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางยื่นขอใช้สิทธิ์ตรวจสอบเอกสารและสำนวนคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ฐานซุกหุ้น ในฐานะที่เคยยื่นฟ้องคดีนี้

นายปกรณ์วุฒิ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนจะขอเอกสารดังนี้ 1.รายงานแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวน 2.บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายศักดิ์สยาม 3.คำชี้แจงของนายศักดิ์สยาม ที่ยื่นชี้แจงต่อ ป.ป.ช. 4.ความเห็นของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคนที่รับผิดชอบคดีนี้ 5.รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ 6.คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต่อคดีนี้

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า การขอข้อมูลคดีไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกฯ เกี่ยวกับคดีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน สุดท้ายแล้วศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ ป.ป.ช.เปิดสำนวนคดีต่อผู้ร้องขอ

ดังนั้น สิ่งที่ตนคาดหวัง คือ ป.ป.ช.จะอ้างถึงพ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล หรือพ.ร.บ.ทางราชการที่เป็นชั้นความลับ รวมถึงข้ออ้างอื่นใดไม่ได้ เนื่องจากมีกรณีตัวอย่างของพล.อ.ประวิตรแล้ว และมีแนวทางคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ระบุว่าข้อมูลเหล่านี้เปิดเผยได้ หวังว่าตนจะได้รับข้อมูลนี้โดยเร็ว เพื่อความโปร่งใสของ ป.ป.ช. และการเชื่อมโยงกับประชาชนในการทำงานขององค์กรอิสระ

เมื่อถามว่าแสดงว่ายังมีข้อสงสัยต่อคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ต่อคดีนี้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่าแน่นอน ตนคิดว่าคดีนี้มีความไม่ชอบมาพากล เพราะตนเป็นหนึ่งคนที่ได้เห็นเอกสารหลักฐานในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนไม่ได้ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่อยากทราบว่าเอกสารหลักฐานที่ ป.ป.ช.ใช้ในคดีนี้เหมือนหรือต่างจากศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร

หากมีเอกสารหลักฐานบางรายการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้วินิจฉัยคดี แต่ ป.ป.ช.ไม่ได้ใช้ ก็จำเป็นต้องตั้งคำถามว่าเหตุใดป.ป.ช. จึงไม่ใช้เอกสารหลักฐานดังกล่าว เพราะอาจเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาไต่สวนคดีนี้

เมื่อถามว่าป.ป.ช.เคยออกเอกสารชี้แจงแล้ว 1 ครั้ง มองว่าฟังขึ้นหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า คดีนี้คือการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือเจตนาว่ามีเจตนาปกปิดหรือไม่ ซึ่งมองว่าการพิสูจน์เจตนาของบุคคลใดจะต้องพิสูจน์ ณ วันที่กระทำ นั่นคือตอนยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อปี 2562 พฤติการณ์หลังจากนั้นไม่ว่าปี 2566 หรือ 2568 ไม่สามารถย้อนไปบอกพฤติการณ์ก่อนหน้านั้นได้ เรื่องนี้จึงไม่สมเหตุสมผลอย่างสิ้นเชิง

เมื่อถามว่าเชื่อหรือไม่ว่าการที่ ป.ป.ช.ตีตกคดี เป็นการเปิดทางให้นายศักดิ์สยาม กลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกครั้ง นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า พูดตามตรงว่านายศักดิ์สยาม มีคุณสมบัติที่จะเป็นรัฐมนตรีได้ตั้งแต่พ้น 2 ปีหลังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

แต่ตนไม่แน่ใจว่าเรื่องการตรวจคุณสมบัติของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีใช้หลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง แต่อาจจะไม่เกี่ยวกันมากนัก รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ก็ยืนยันไปแล้ว ว่าจะไม่ตั้งนายศักดิ์สยามมาเป็นรัฐมนตรี

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่ายุคใคร สมัยใครที่เข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะทำให้คดีของฝ่ายนั้นหลุดไป นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า หากว่ากันตามความเป็นจริง ที่ผ่านมาโดยเฉพาะรัฐบาลที่แล้ว ก็โดนไปหลายครั้งเหมือนกัน

แต่สิ่งที่เราตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระขององค์กรอิสระ ซึ่งสังคมก็รับทราบถึงระบอบสีน้ำเงินและโยงใยอยู่หลายคดีไม่ว่าคดีฮั้วสว. ซึ่งสว.ก็มีอำนาจตั้งองค์กรอิสระต่างๆ ด้วย หากย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้ ระบอบจะเอื้อให้กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ครองประเทศนี้โดยที่ไม่เป็นไปตามระบอบนิติรัฐนิติธรรม

เมื่อถามว่าข้อมูลที่มาขอวันนี้จะนำไปใช้ประกอบคำร้องยื่นศาลฎีกาขอให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ด้วยหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตนคาดหวังว่าจะได้รับข้อมูลที่มาทวงถามในวันนี้โดยเร็ว ซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้ไปประกอบกับคำร้องดังกล่าวด้วย แต่หากไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็ต้องทวงถามเรื่อยๆ

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า หากต้องมีการยื่นคำร้องไปก่อน ก็ขอให้ ป.ป.ช. ไม่ถ่วงเวลาเหมือนตอนที่ศาลปกครองสูงสุดมีความพิพากษาในคดีนาฬิกาเพื่อนที่มีคำสั่ง ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลภายใน 15 วัน ซึ่งในคดีนี้เอกสารทุกอย่าง น่าจะพร้อม และหากไม่มีข้ออ้างอื่น ภายใน 15 วัน สามารถส่งให้ตนได้

ส่วนความคืบหน้าในการรวบรวมรายชื่อยื่นศษลฎีกาไต่สวนป.ป.ช.นั้น ได้ครบ 140 รายชื่อแล้ว โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ สว.บางส่วน มาร่วมลงชื่อด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน