รัฐบาล ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส 7 วันสะพัด 1.6 หมื่นล้าน ลุยหั่นค่าไฟอุ้มคนตัวเล็กเริ่ม มิ.ย.นี้ ค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมาตรการระยะสั้น แต่ดูแลประชาชนฐานราก คนตัวเล็ก ผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการรายย่อย ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อยังเปราะบาง
ทั้งนี้ 7 วันแรกของโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60-40 มีความคึกคักอย่างมาก ยอดใช้จ่ายทะลุ 16,829.82 ล้านบาท (เวลา 17.00 น. วันที่ 8 มิ.ย.) และที่ใช้สิทธิครบ 1,000 บาทแล้วกว่า 3 แสนราย คาดว่าจะมีกำลังซื้อตลอดโครงการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
น.ส.รัชดา กล่าววต่อว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัส เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือประคองค่าครองชีพ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของเศรษฐกิจ มาตรการนี้ช่วยให้เม็ดเงินหมุนถึงร้านค้ารายเล็ก ตลาดชุมชน ภาคบริการ และผู้ประกอบการฐานราก เพื่อไม่ให้กำลังซื้อสะดุดในช่วงที่ประชาชนจำนวนมากยังเผชิญรายจ่ายสูง
พร้อมกันนี้ บิลค่าไฟในรอบเดือน มิ.ย. 2569 รัฐบาลจะเริ่มมาตรการค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ครอบคลุมประชาชนกว่า 20 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 90% ของครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟ้า เป็นการลดภาระรายเดือนที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที
น.ส.รัชดา กล่าวว่า ค่าไฟไม่ใช่แค่รายจ่ายครัวเรือน แต่เป็นต้นทุนราคาสินค้า ต้นทุนธุรกิจ และต้นทุนการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลจึงทำทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน โดยในส่วนของการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเดินหน้าปรับอัตราค่าไฟฟ้าบ้านแบบก้าวหน้าด้วย
ขณะเดียวกัน นายกฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณาต้นทุนค่าไฟทั้งค่าความพร้อมจ่าย ค่าพลังงานไฟฟ้า และเงื่อนไขสัญญาบางประเภทที่ทำไว้ในอดีตว่ายังเหมาะสมกับต้นทุนปัจจุบันหรือไม่
น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลยังเดินมาตรการเศรษฐกิจอื่นควบคู่ ทั้งการเร่งลงทุน ดึงดูดการลงทุนใหม่ อำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ และรักษาวินัยการเงินการคลัง เพราะการดูแลประชาชนต้องทำอย่างรับผิดชอบ ไม่ใช่ใช้จ่ายโดยไม่มองฐานะการคลังของประเทศ ด้วยเป้าหมายคือประคองคนตัวเล็กไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ลดต้นทุนชีวิตในเวลาจำเป็น และเดินหน้าแก้โครงสร้างเศรษฐกิจให้มีแรงส่งระยะยาว