ต๊งเหน่ง รัดเกล้า เปิดใจวิกฤตวงการบันเทิง งานหด รายได้หาย ปรับตัวใช้เงินเก็บ ยอมรับบทแม่บทยายถูกตัดก่อน ผันทำงานสอน เชื่อละครไทยไม่มีวันตาย

นักแสดงมากฝีมือ “ต๊งเหน่ง รัดเกล้า อามระดิษ” ที่มาร่วมบวงสรวงซีรีส์เรื่องใหม่ “แสงดาว แสงศรัทธา” เปิดใจกับ ข่าวสดบันเทิง ถึงผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้ชม ทำให้งานในวงการบันเทิงลดลงอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันต้องนำเงินเก็บมาใช้ พร้อมปรับตัวหันสู่งานสอนและถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ ขณะที่ยังเชื่อมั่นว่าละครไทยจะยังคงอยู่ เพราะเป็นรากเหง้าและกระจกสะท้อนสังคมไทย

ต๊งเหน่ง เปิดใจวิกฤตวงการบันเทิง งานหด

โดย ต๊งเหน่ง เผยว่า “ต้องบอกว่าจริงๆ ไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจและความเป็นไปของโลก งานก็น้อยลง ลำบากถ้วนทั่วกันหมด ต้องบอกว่าบันเทิงเป็นอะไรที่คนตัดเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว พี่พูดประโยคนี้มาตั้งแต่ช่วงโควิด พอมาช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี มันก็ชัดเจนมาก เราต้องเข้าใจเพราะว่าคนขายของก็ขายไม่ได้ พ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดยังบ่นกันเลย ก็ต้องใช้คำว่าทำทุกวิถีทางที่ทำได้”

“ด้วยงานของเรามันเป็นงานฟรีแลนซ์ เป็นงานรับจ้างอิสระ เราไม่สามารถที่จะเอาพอร์ตไปเสนอเลือกฉันสิคะ มันยาก สุดท้ายเราก็ต้องรอว่าเมื่อไหร่ผู้จัดคิดว่ามีบทที่เหมาะสมแล้วติดต่อมา”

“ต้องบอกว่าสถานการณ์การลงทุนสร้างละครหรือซีรีส์เรื่องหนึ่งมันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากที่แต่ก่อนเป็นละครยาว ชั่วโมงครึ่ง 24 ตอน ตอนนี้เหลือแค่ครึ่งชั่วโมง อย่างมาก 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง แล้วตอนก็สั้นลง 6 ตอน 8 ตอน อย่างมาก 12 ตอน แล้วบทแม่ บทยายไปก่อนเลย เพราะสุดท้ายถ้าคุณต้องการลดขนาดด้วยข้อจำกัดเรื่องเงินลงทุน เขาก็จะตัดออกคนที่ไม่ได้จำเป็นหรือสำคัญกับการดำเนินเรื่องมากนัก บทนั้นก็จะไปก่อน ส่วนพระนางไม่ว่าจะเป็น หญิงหญิง หรือ ชายชาย หรือ หญิงชายก็ตาม ก็จะเน้นที่ตรงนั้นมากกว่า สู้กันไปค่ะทุกคน เข้าใจมากๆ”

แม้แต่เราที่มีผลงานเด่น เป็นนักแสดงมากฝีมือ ก็ได้รับผลกระทบด้วย ปรับตัวอย่างไร?
“ปรับตัวยังไง ทุกวันนี้ก็คือเอาเงินเก็บมาใช้รัวๆ อันนี้พูดเรื่องจริง แต่ว่าสุดท้ายมันสอนว่าเราต้องอยู่กับปัจจุบัน ถ้าเราทำเต็มที่ที่สุดแล้ว มันเท่านี้ ที่ผ่านมาเราต้องหันไปมองว่าเราวางแผนไว้ดีหรือยัง สุดท้ายเรามีเงินเก็บไว้เพียงพอที่จะใช้มั้ย แล้วก็อยู่กับปัจจุบัน ยอมรับความจริงให้ได้ว่าอะไรที่มันติดตัวเราอยู่แล้วจะสร้างประโยชน์ให้กับคนรุ่นใหม่และกับสังคมได้”

“พี่ก็เริ่มมองงานสอน งานกรรมการ ที่จะส่งต่อความรู้ให้ได้ ต้องบอกว่ารายได้แน่นอนที่สุดมันไม่เท่ากับเราไปแสดงเอง หรือร้องเพลงเองอยู่แล้ว แต่ให้มองว่าวันหนึ่งวิชาความรู้ ประสบการณ์ที่เรามีอยู่ได้รับมาจะต้องไม่ตายไปพร้อมกับเรา พอเราคิดแบบนี้ได้ เราจะเป็นสุขกับการที่ได้ส่งต่อสิ่งที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นความรู้หรือประสบการณ์ต่างๆ ให้กับคนรุ่นต่อไป บางงานอาจจะไม่ได้ค่าจ้าง เรามีครูบาอาจารย์ท่านสอนมา เราจะต้องไม่ให้วิชาความรู้ตายไปพร้อมกับเรา”

เครียดไหม?
“เครียดไหม ก็คิดว่ามันไม่ได้เครียดขนาดออกอาการ เพียงแค่ว่ามันอาจจะมีความกังวลอยู่ลึกๆ แต่ท้ายที่สุดมันคือความเป็นจริง เราต้องยอมรับว่าเหตุมันเป็นอย่างนี้ ทั่วโลกก็เป็น มันไม่ได้เป็นเฉพาะประเทศไทย และไม่ได้เป็นเพราะเรา”

“ด้วยเราอายุมากขึ้นด้วย บทก็จะไม่ได้เหมือนสมัยก่อน ก็อยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบันให้ได้แล้วเราจะไม่เครียด เพราะว่าโดยปกติก็ไม่ได้เป็นคนที่ใช้เงินฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว แต่ว่าก็ต้องยอมรับพออายุเยอะขึ้น ก็ต้องดูแลสุขภาพเยอะขึ้น มันก็จะมีส่วนนี้นี่แหละค่ะที่ค่อนข้างต้องใช้เงินเยอะ”

“แต่ดูเหมือนพี่แข็งแรงใช่ไหม จริงๆ เป็นคนที่เอ็นเนอร์จีเยอะมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่รู้ถ้าไปตรวจอาจจะมีภาวะไฮเปอร์ๆ หน่อยๆ หรือเปล่า พอเป็นแบบนี้มันทำให้เราไม่หยุด คิดเรื่องนี้แล้วต่อเรื่องโน้น ไม่ได้ต้องการการนอนเยอะ แปลกมาก มันก็เลยทำให้อวัยวะข้างในที่คนมองไม่เห็น พังไปเยอะกว่าคนอื่น ก็ชอบใช้ร่างกายเยอะอย่างเช่น ชอบเต้น ชอบเล่นกีฬา ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้วหยุดไม่ได้ ดังนั้นไม่ต้องสงสัยว่าเข่าไปก่อน กระดูกมือไปก่อนคนอายุเท่ากัน เหตุมันเป็นเพราะว่าเธอใช้เยอะไง เธอชอบไง ผลก็เลยเป็นแบบนี้”

“ก็มีโรคประจำตัวค่ะ ตาเป็นต้อหิน แต่ว่าเราก็พยายามอยู่กับเขาให้ได้ เพราะว่าสุดท้ายร่างกายมันก็ต้องเสื่อมไป วันหนึ่งก็ต้องดับสูญไป เราก็อยู่กับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายทุกๆ วัน มันก็ยากขึ้นทุกวัน จะต้องหยอดตาเวลานั้น จะต้องกินยาเวลานี้ แล้วก็ต้องทำงานด้วย ต้องทำให้ได้ ปรับตัวให้ได้”

เมื่อก่อนรับละครปีละกี่เรื่อง?
“จากสมัยก่อนถ้าเป็นละครยาว พี่เคยตั้งเป้าไว้ว่า พี่จะรับครั้งละ 1 เรื่อง เปิดกล้องเรื่องนี้ให้จบแล้วค่อยรับเรื่องต่อไป แต่ในความเป็นจริง เรื่องที่เรารับปากไว้ก็ยังไม่เปิด หรือเปิดแล้วยังไม่ปิด อีกเรื่องนึงก็เข้ามาซ้อน ดังนั้นมันจะมีภาวะที่ซ้อนกันอยู่บ้าง แต่ก็พยายามที่จะไม่ให้ปีหนึ่งเกิน 5-6 เรื่อง อันนั้นถือว่าเยอะแล้วนะ

แต่พอมาตอนนี้เนี่ย เนื่องด้วยขนาดของซีรีส์สั้นลง แล้วตอนน้อยลง คนก็ไม่ได้ติดต่อเราเยอะ ปีที่ผ่านมามีไม่เกิน 5 เรื่อง ตกใจ จากละครยาว กลายมาเป็นรับเชิญในซีรีส์ ซึ่งรับเชิญแต่ละครั้งก็อาจจะมี 2 ตอนแบบนี้เลย ก็เลยเข้าวัดค่ะ เป็นโอกาสที่เราจะได้ไปเรียน ไปปฏิบัติ เราจะได้รู้ให้เยอะขึ้น”

 

งานพากย์เสียง?
“มันก็เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลง จากที่แต่ก่อนเรามีงานอ่านโฆษณา โฆษก งานพากย์อะไรต่างๆ จะไม่มีสัปดาห์ไหนที่ไม่มีงาน จะต้องมีทุกสัปดาห์ บางสัปดาห์ก็หนึ่งงานสองงาน เอาแบบช่วงที่ชุกจริงๆ ก็คือ วันหนึ่งบางทีมีสองงาน แต่ช่วงนี้คือไม่มีเลยมาเป็นปีแล้ว เพราะว่ากระแสความนิยมก็เปลี่ยนไป”

“ถามว่าเราสามารถที่จะอ่านแบบที่ลูกค้าต้องการได้ไหม เราทำได้ แต่ท้ายที่สุดเวลาที่ลูกค้าเขานึกถึงคาแร็กเตอร์เสียงที่ลูกค้าต้องการ เขาก็จะนึกถึงคนนั้นเลยที่เขาได้ยินอยู่บ่อยๆ ซึ่งอาจจะเป็นวัยรุ่นหน่อย อายุน้อยกว่าเรา แล้วเขายังอยู่ในวงจรของการทำงานสม่ำเสมอ โอเคว่าประสบการณ์การเราทำงานมาหลาย 10 ปี เราทำได้อยู่แล้ว เพียงแค่ลูกค้าอาจจะไม่ได้นึกถึง เราก็เลยเหมือนจะหลุดไป”

แต่พากย์เสียง BTS ก็ยังเป็นเสียงของเรา?
“อันนี้ก็ต้องกราบขอบพระคุณทาง BTS ค่ะ ยังเป็นเสียงพี่อยู่ค่ะ เป็นสัญญาจ้างอ่านต่อครั้งไป แต่ว่าจะใช้ยาวหรือไม่อย่างไรก็แล้วแต่ทางผู้ว่าจ้างค่ะ ก็จะได้หายคิดถึงค่ะ”

งานละครเวที? “ละครเวทีปีที่แล้วก็มีหนึ่งเรื่อง แต่ว่าทุกอย่างก็ถูกลดขนาดลงหมด ปีที่แล้วเรื่องที่พี่ได้แสดงช่วงปลายปี รอบการแสดงก็น้อยลง เหลือ 10 กว่ารอบเท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นเรื่องใหญ่ประจำปี อย่างน้อยที่สุดก็จะประมาณเกือบ 30 รอบ แต่ว่าเนื่องจากเราแสดงเป็นเรื่องในช่วงปลายปีก็เลยจะเป็นเรื่องเล็ก ก็รอค่ะ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ชอบมากๆ ละครเพลง ละครเวที”

อยู่ในวงการมา 30 กว่ากว่าปี คิดมั้ยว่าจากคนที่มีงานเยอะๆ มาถึงวันนี้แทบไม่มีงานเลย?
“ส่วนตัวเคยคิดว่าพอวันนึงเราอายุมากขึ้น งานมันต้องน้อยลงอยู่แล้วล่ะ อันนี้เป็นสิ่งที่เรามองเห็นได้ คาดการณ์ได้เลย แต่สิ่งที่เราคิดไม่ถึงก็คือ ความเปลี่ยนแปลงของการใช้สื่อ การเสพสื่อของคุณผู้ชมที่มันเปลี่ยนเร็วมาก อันนี้ก็มีความอุ้ยนิดนึงว่า จากที่ฟรีทีวีต่างๆ ที่เป็นช่องหลักหรือว่าทีวีดิจิตอลใดใดก็ตาม กลับเข้ามาสู่โซเชียลมีเดียเลยเป็นส่วนใหญ่

เขาเรียกว่าเม็ดเงินที่จะมาลงพูดง่ายๆ ก็คือโฆษณาสินค้าและบริการจากลูกค้าผันไปอยู่ในโซเชียล มีเดียเป็นส่วนใหญ่อันนี้เป็นปัจจัยหลัก เพราะว่าสุดท้ายแล้วคนเขาบริโภคอะไร คนขายก็ต้องไปอยู่ตรงนั้น อันนี้เป็นสัจธรรมความจริง ผู้ขายเขาก็ต้องไปช่องทางนั้น อันนี้เป็นเรื่องปกติ”

“ถ้าพี่เป็นผู้จัดหรือผู้สร้างละคร สุดท้ายเราก็ต้องปรับตัวว่าในเมื่อตลาดไปอย่างนั้น เราจะทำยังไง เพราะว่าในความรู้สึกของพี่คิดว่าละครไทยก็จะไม่หายไปไหน แม้ว่าจะมีละครต่างชาติหรือว่าช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ นานา ตามแพลตฟอร์มที่เขามี หรือในเอเชียด้วยกันเองตอนนี้บูมมากๆ บูมมานานแล้วล่ะ ซีรีส์เกาหลี ซีรีส์จีน การเอื้ออำนวยความสะดวกไม่ว่าจะเป็นการใส่ซับไทเทิล หรือว่าการพากย์เสียง”

“แต่สุดท้ายอะไรที่เป็นรากเหง้า บอกเล่าถึงรากเหง้าของคนไทย พอเวลาเล่าเรื่องที่มันเป็นบริบทไทย พี่มีความรู้สึกว่าคนไทยก็จะเข้าใจได้ง่าย แล้วก็มีจะอารมณ์ร่วม”

“พี่ก็รู้สึกว่าสุดท้ายละครไทย มันหายไปไม่ได้นะ มันยังทำหน้าที่สะท้อนสังคม ทำหน้าที่ขับเคลื่อน เป็นกระบอกเสียงให้คนที่อยู่ในสังคมนั้นจริงๆ ได้เห็นว่ามันเป็นอีกหนทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเรื่องของละครพีเรียดย้อนยุค มันทำให้เกิดสำนึกรักในรากเหง้าของเรา อันนี้สำคัญมากก็ขอความเมตตาขอความอนุเคราะห์จากคุณผู้ชมว่าอุดหนุนละครไทยด้วยนะคะ”

คิดอยากทำลงโซเชียลมีเดียมั้ย หรือว่ายากสำหรับเรา?
“ถามว่ายากไหม ยากในแง่ที่พี่คิดว่าการที่เราจะเอาตัวเองไปให้เป็นที่รู้จักในโซเชียลมีเดียต้องมีความสม่ำเสมอและต้องให้เวลากับเขาจริงๆ ซึ่งพี่ไม่มีตรงนี้ ก็มีไปช่วยสอนดูเด็กๆ บ้าง พี่เป็นคนที่ถ้าทำอะไรเราก็จะทุ่มเท ก็คิดว่าวันนึงอาจจะต้องทำไหม ทำแล้วจะมีคนดูหรือเปล่า มีคนเขาก็บอกนะ ก็ตั้งไลฟ์ไปแล้วไม่ต้องทำอะไรก็ได้ พูดอะไรไปเรื่อยๆ ก็ทำไม่ได้ไง ก็รู้สึกว่าเราก็ต้องมีความรับผิดชอบในสิ่งที่เราพูด”

“คือพี่ก็ไม่ได้เก่งมาก สิ่งที่เรามีเรานำไปสอนเป็นหลักที่ครูบาอาจารย์เราสอนมาทั้งในมหาวิทยาลัย และสิ่งที่เราได้พบในการทำงานจริง กับผู้กำกับฯ แต่ละคน และสิ่งที่เราเรียนกับหม่อมน้อยมาเราก็ส่งต่อ เราก็ไม่ทราบจริงๆ ว่าพอเราเอาไปเผยแพร่ในทางโซเชียลมีเดียซึ่งมันไม่ได้มีการจำกัดการรับชม คนที่เขาอาจจะรู้สึกว่า เธอพูดอะไรน่าเบื่อมาก หรือว่าแย้งว่าไม่ใช่นะ ในทฤษฎีที่ฉันเรียนมา มันไม่ใช่แบบนี้ พี่ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราจะทำมันจะต้องมีประโยชน์ในวงกว้างอย่างแท้จริง”

“การคอมเมนต์พี่ไม่ค่อยกลัว เพียงแค่รู้สึกว่าการเลือกรับสารของบางท่านอาจจะรู้สึกว่าที่ฉันเรียนมามันไม่ใช่แบบนี้ ต้องบอกว่าวิชาทางมนุษยศาสตร์ มันสามารถที่จะตีความแล้วถูกถ่ายทอดออกไปได้หลากหลาย มันไม่ได้เป็นแฟ็กซ์ทางคณิตศาสตร์ พี่รู้สึกว่าสุดท้ายก่อนที่เราจะสอนใคร ก็ต้องสอบสัมภาษณ์กันก่อนว่าเขามีทัศนคติอย่างไรกับวิถีทางการสอนแบบนี้ แล้วก็เขาตั้งใจจริงไหม ถ้าสมมติว่าเข้ามาเพียงเพื่อจะจับผิด เราเหนื่อย”

“เรากังวล เพราะคนที่ให้ความรู้ในโซเชียลมีเดียตอนนี้เยอะมาก คนทุกคนต้องตระหนักว่าเมื่ออิสระและมีเสรีภาพในการที่จะพูดหรือว่าสอนใดใดก็ตาม ในทางโซเชียลมีเดียเยอะมากใช้คำว่าแสดงออกแล้วกัน ในทางโซเชียลมีเดียยิ่งเยอะมากเท่าไหร่ ผู้เสพยิ่งต้องติดอาวุธให้มากเท่านั้น เราต้องมีสติ มีหลักในการกลั่นกรองเลย ถ้าในทางหลักพุทธศาสนานั้นก็เอามาใช้เลย กาลามสูตร 10 อย่าเชื่อเพราะอะไรเขามีบอกอยู่ ลองพิจารณาว่าจริงไหมนะ แล้วเรามีโอกาสตรวจสอบได้ การคุ้มครองผู้บริโภค เราตรวจสอบได้เลย พี่ว่าอย่าเพิ่งใจร้อน บางทีเราใจร้อนเสพสื่อปุ๊บแชร์เลยเชื่อเลย เราควรจะต้องตรวจสอบก่อน”.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน